| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น | | | |  | “ข้าพเจ้าทำศิลปะด้วยใจรัก เลื่อมใส และจริงใจ มิได้ทำไปเพราะใยแห่งอามิส ข้าพเจ้าทำศิลปะเพื่อศึกษาค้นหาความจริง ในความงามอันเร้นลับอยู่ภายใต้สภาวธรรม” ข้างต้นเป็นคำประกาศของอาจารย์เฟื้อ เผยแพร่ครั้งแรกในสูจิบัตรการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 10 ต่อมา และต่อมาอีกนานเกินนาน ถ้อยความคมคายดังกล่าวได้รับการหยิบยกนำมาอ้างถึงอย่างแพร่หลาย กระทั่งกลายเป็นวาทะอมตะเช่นเดียวกับชีวิตและงานผู้เป็นเจ้าของคำพูด นอกจากจะเป็นการตีแผ่เปิดใจถึงอุดมคติในการทำงานที่งดงามแล้ว ความเป็นอมตะของคำพูดเหล่านี้ ยังสืบเนื่องจากเหตุผลง่าย ๆ ว่า อาจารย์เฟื้อมิได้เอ่ยอ้างสวยหรูเกินเลยกว่าสิ่งที่ลงมือทำจริง ตรงข้ามท่านทำงานหนักฝากไว้ให้โลก เหน็ดเหนื่อยและทุ่มเทเหนือกว่าคำพูดนั้นมากมายนัก ลมหายใจเข้าออกเป็นงานศิลปะแทบว่าจะ ‘ตลอดเวลา’ของอาจารย์เฟื้อ มีหลักฐานร่องรอยให้เห็นทุกเสี้ยวมุมในชีวิตของบรมครู การระหกระเหินแรมไกลจากบ้านเพื่อเรียนต่อที่อิตาลี ระหว่างปีพ.ศ. 2497-2499 เป็นหนึ่งในตัวอย่างปลีกย่อย อาจารย์เฟื้อสร้างสรรค์ผลงานไว้มากมายในระยะนี้ จำนวนนั้นเกินกว่าร้อยชิ้น ทั้งภาพเขียนสีและภาพวาดลายเส้น หากนับรวมถึงภาพที่วาด ระหว่างเส้นทางมุ่งหน้ากลับสู่เมืองไทย (อาจารย์เฟื้อเข้าร่วมประชุมองค์การศิลปินระหว่างชาติ (International Association of Art) ครั้งที่ 3 ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อปี พ.ศ. 2503) โดยแวะผ่านปารีส, ลอนดอน อินเดีย จำนวนชิ้นงานยิ่งมากทบทวี ในบทความ ‘อาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์’ หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันที่ 26 มีนาคม 2524 โดย โกรก พระบาง เล่าไว้ว่า “อาจารย์บอกว่ารูปที่เขียนขึ้นจากดินสอบ้าง ปากกาบ้างเมื่อครั้งได้มีโอกาสไปปารีส อังกฤษ แล้วก็อินเดีย เขียนขึ้นมาจากความรีบร้อนเพราะเวลาและเงินทองไม่อำนวย เขียนไปก็จะต้องศึกษาไป อย่างเช่นอินเดียซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะอย่างนี้รูปที่เขียนขึ้นมาครั้งนี้จึงเป็นผลพลอยได้ เพราะไม่มีกล้องถ่ายรูปไป และจากปากคำของอาจารย์เฟื้อโดยตรง “บางรูปดูแล้วก็อย่าไปคิดอะไรมากเลย นึกว่ามาดูกันเล่น ๆ ก็แล้วกัน” นั้นเป็นคำกล่าวถ่อมตัวของบรมครู ผู้เคยกล่าวย้ำไว้หนักแน่นว่า “งานของผมเหมือนเหยียบบันไดขั้นแรกของศิลปะแท้ ๆ เท่านั้น ขั้นต่อไปยังมีสูงสุดขึ้นไปอีกมาก...” (จากเรื่อง ‘เฟื้อ หริพิทักษ์’ โดย ’รงค์ วงษ์สวรรค์) งานของอาจารย์เฟื้อขณะอยู่อิตาลี ไม่ได้เยอะเพียงแค่ปริมาณเท่านั้น ทว่าในเชิงคุณภาพ ล้วนได้รับการยกย่องว่า เป็นช่วงที่ก้าวบรรลุสู่ความเป็นสุดยอดอีกระดับขั้น อาจารย์อวบ สาณะเสน ยกย่องผลงานช่วงนี้ว่า “ลายเส้นแกดูง่าย ๆ สบาย แต่อารมณ์ น้ำหนัก มันได้หมด เส้นที่เขียนทุกเส้นมีชีวิต มันเป็นอิสระมาก เส้นมันหยุดตรงที่ควรหยุด เป็นธรรมชาติมาก ไอ้ความง่าย ๆ นี่มันแสดงว่าฝึกมาเยอะมาก” ส่วนผลงานสีน้ำมัน มองผ่านคำวิจารณ์ของอาจารย์ น. ณ ปากน้ำ “ภาพเขียนส่วนใหญ่ที่เขียนในอิตาลี ล้วนเป็นภาพที่มีคุณภาพยอดเยี่ยม เป็นที่ยกย่องกันจนบัดนี้ เช่น ภาพในจัตุรัสปอบโปโล กรุงโรมกลางหิมะ ภาพอาคาร ถนน และต้นไม้ ภาพพอร์เทรตกับภาพเขียนที่โน้มเอียงไปทางคติคิวบิสม์ ใช้เทคนิควิธีการและสีสันแบบอิมเพรสชั่นอิสม์ สีสะอาด สว่าง สดใส เป็นพิเศษ” รวมทั้งความคิดเห็นของ ‘ครูใหญ่’อาจารย์ศิลป์ พีระศรี “ในปี พ.ศ. 2497 เฟื้อได้รับทุนการศึกษาจากรัฐบาลอิตาลีไปศึกษาศิลปกรรมต่อ ณ ประเทศอิตาลีมีกำหนดสองปี นี้เองเป็นเวลาที่แสดงให้เห็นถึงสมรรถภาพอันยิ่งใหญ่ของเฟื้อในการทำงาน ศิลปะ... “ข้าพเจ้าชอบภาพวาดด้วยเส้นอันสวยงามของเขามาก จากภาพวาดด้วยเส้นนี้เอง ไม่ว่าใครก็ตามที่นิยมชมชื่นในศิลปะ ย่อมบังเกิดความจับใจจากพลังงานของเฟื้อ... “ในกรณีของเฟื้อส่วนใหญ่ที่สร้างขึ้นในอิตาลีนั้น เราต้องปล่อยให้เขาเป็นผู้นำท่านไปเยือนกรุงเวนิช โรม ปิซ่า ฟลอเรนซ์ ฯลฯ และฟังเพลงซึ่งสะท้อนออกแห่งวิญญาณอันคลุกเคล้าอยู่กับความงาม ความเร้นลับ และความฝันของเขา” อาจารย์เฟื้อเล่าถึงแนวคิดในการทำงานขณะเรียนที่อิตาลีไว้ (จากการให้สัมภาษณ์ส่วนตัว สำหรับวิทยานิพนธ์ ‘เฟื้อ หริพิทักษ์:ชีวิตและงาน’ โดย พิภพ บุษราคัมวดี) ดังนี้ “...ในปีแรกไม่มีอะไรเป็นการฟื้นตัวเพราะทิ้งไปหลายปี พอปีที่ 2 ได้ความคิดใหม่ เมื่อเขียนภาพนู้ด (Nude) แรก ๆ เอาเลือดเนื้อ ใช้เกรียงกระแทกเจือสีในนั้นไม่ใช่ผสมสี “ต่อมาต้องการจะให้แรง ให้กรรมวิธีที่มันสะเทือน เลยเบี่ยงเข้าหาจุดที่แสงสว่างจัดเงาจัด ทิ้งของเดิมเลย รูปคนสักแต่ว่ารูป ไม่ดูว่าเป็นคน คนแค่อาศัยดูว่าเส้น สีอะไรแดง แดงเลย อะไรเหลือง เหลืองเลย อะไรโค้งได้โค้งเลย กำหนดแสงสว่างเงาอ่อนแก่ จัดรูปโดยแยกไปจากรูปอีกที...” แนว คิดนี้ของอาจารย์เฟื้อ สอดคล้องพ้องพานใกล้เคียงกับหลักการทางศิลปะลัทธิคิวบิสม์อย่างประจวบเหมาะ โดยผ่านการเปิดสายตากว้างไกล เรียนรู้ไตร่ตรองอย่างจริงใจ และไม่ทิ้งความเป็นตัวของตัวเอง เหตุการณ์ขณะอาจารย์เฟื้อฝึกฝนติวเข้มอยู่อิตาลี เท่าที่ปรากฏในเอกสารต่าง ๆ ปราศจากรายละเอียดหรือเรื่องราวโลดโผนใด ๆ เนื้อหาใจความหลักส่วนใหญ่ กล่าวสั้น ๆ เพียงแค่ อาจารย์เฟื้อ ‘ทำงาน’ แบบเข้มข้นเอาจริงเอาจัง วิธีทำงานของอาจารย์เฟื้อ (ซึ่งเล่าตอกย้ำผ่านบทสัมภาษณ์หลายวาระ) ฟังดูง่าย แต่ค่อนข้างยากในทางปฏิบัติ ท่านวาดรูปด้วยการฝึกหนัก ทดลองทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบไม่กลัวผิด ภาพใดไม่ดีดังปรารถนา ก็แค่ทิ้งไป แล้วเริ่มต้นเขียนใหม่ จนกระทั่งได้ผลลัพธ์เป็นที่พึงพอใจ แม้รายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตของอาจารย์เฟื้อในอิตาลี จะมีเพียงน้อยนิด ทว่าในงานเขียนขบวน On the Road (บนถนนกับอีบอน) ของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ก็ได้สะท้อนภาพวันคืนในต่างแดนของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่เอาไว้หลายบรรทัด (ข้อความตัวเอนทั้งหมด) “...แต่ อาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ (บรมครู) กรุณาเล่าว่าท่านเกือบไม่เคยนัดพบตัวเองในร้านอาหารอิตาเลียนเลย ท่านรอเวลาหิวแล้วต้มแป้งโรยเกลือกินเองในห้องเช่า กินเอาอิ่มและอย่างมากก็ปรุงรสโดยคลุกเคล้ากับซ้อศมะเขือเทศบ้าง เงินรายเดือนจำนวนน้อยที่ได้รับจากรัฐบาลอิตาลี ท่านหวงไว้เป็นค่าสีและแคนวัสและท่านทำงานหนักตลอดเวลาแทบว่าเผลอลืมกินลืม นอน ความแกร่งที่สะสมไว้ในอายุหนุ่ม และความมุ่งมาดอุทิศชีวิตให้กับศิลปวิทยา ท่านจึงสามารถประคองชีวิตไว้ได้ในสภาพอันแร้นแค้น ความทุกข์ และความทุกข์ของผู้ชายผู้ผ่านช่วงเวลานานโดยลืมว่าโลกมีรื่นเริง (รอยยิ้ม) นั้นเป็นบันดาลอันเหนือกว่าปาฏิหาริย์ ผลงานสกุลอิมเพรสชั่นนิส’ม บางรูปท่านเขียนโดยขอร้องสาวใช้ผู้ปัดกวาดบ้านเป็นนางแบบ และโดยไม่ถามกันถึงราคา “ผู้หญิงอิตาเลียนชอบร้องเพลงเวลาทำงาน เพลงโอเปร่าของสูงทั้งนั้น แล้วถ้าเขาว่างก็ไม่ขัดข้องนั่งเป็นแบบให้อย่างไม่รังเกียจว่าเราต่างผิว ต่างภาษา...” เลียวนาโดของอิตาเลียนผู้ซึ่งคนรักนับถือมากมายนั้น มีหนึ่งเท่านั้นไม่เป็นสอง Leonardo da Vinci ขออนุญาตบันทึกไว้ว่าก็คงไม่แตกต่างกับเฟื้อ แม้ว่าประเทศนี้มีคนชื่อเฟื้อนับไม่ถ้วน เฟื้อนี้และเฟื้อนั้น เฟื้อผู้เป็นละครรำแห่งราชสำนักยุคที่ผ่านมา บทบาทระเบงดำเลิงในแวดวงและวันเวลาของท่านจวบถึงอายุขัยแล้วปิดม่าน และคนรู้จักท่านโดยราชทินนามมากกว่าชื่อ-สกุล เคหาสน์ของท่านคนนอกวงศ์วานก็พากันลืมเลือนแล้วว่าสร้างและออกแบบโดยสถาปนิก อิตาเลียน แต่เฟื้อผู้ที่ปวงศิษย์กราบไหว้และบูชา เป็นใครอื่นไม่ได้นอกจาก เฟื้อ หริพิทักษ์ ผู้เป็นเอกพจน์และไร้ขอบเขตแห่งเวลา ในจำนวนผลงานมากมายที่สร้างสรรค์ไว้ขณะอยู่อิตาลี มี 3 ภาพที่อาจารย์เฟื้อชื่นชอบประทับใจเป็นพิเศษ ภาพแรกนั้นชื่อ ‘นางแบบ’ (หรืออีกชื่อหนึ่ง ‘องค์ประกอบ) วาดเมื่อปี พ.ศ. 2498 อีกสองภาพชื่อ ‘เสื้อแดง’ และ ‘น้ำเงิน+เขียว’ วาดในหนึ่งปีต่อมา เป็นที่ยอมรับและยกย่องกันว่า ทั้งหมดนี้คืองานขั้นมาสเตอร์พีซ บทความชื่อ ‘เสื้อแดง’ ของอาจารย์พิษณุ ศุภ. เล่าไว้ว่า “เมื่อกลับมาเมืองไทยก็ได้นำภาพนี้กลับมาด้วย เพราะเป็นภาพที่อาจารย์รักมาก ศาสตราจารย์ศิลปมาพบภาพเขียนชุดนี้เข้าด้วยความตื่นตะลึงในความสำเร็จของการ ใช้สีอันมลังเมลืองตามทฤษฎีอิมเพรสชั่นนิสต์ ท่านจึงสนับสนุนให้ส่งผลงานชุดนี้เข้าประกวด...” เป็นอีกคราวที่งานชิ้นเยี่ยมของอาจารย์เฟื้อ ต้องมาขับเคี่ยวแข่งกันเอง แต่ที่ผิดแผกแตกต่างกันคือ ผลการประกวด รางวัลเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง ประเภทจิตรกรรมปีนั้น ได้แก่ภาพ ‘นางแบบ’ และ ‘เสื้อแดง’ ถ้าความเข้าใจของผมไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน นั่นเป็นครั้งเดียวในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ที่รางวัลสูงสุด ‘เฉือนกันไม่ลง” จนต้องมีที่หนึ่งร่วมกัน นั้นส่งผลให้อาจารย์เฟื้อได้รางวัลเหรียญทองถึงสามครั้ง จากผลงานสี่ชิ้น มีคุณสมบัติตามเกณณ์ได้รับการยกย่องเป็น ‘ศิลปินชั้นเยี่ยม’ สาขาจิตรกรรม จากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ มีเกร็ดเล็กน้อยจากบทความ ‘เสื้อแดง’ (ในนิตยสาร Art Record in Thailand) เนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในข้อเขียนของผม แต่น่าถ่ายทอดเล่าสู่กันฟัง เพื่อผู้อ่านจะได้เห็นภาพอีกแง่มุมหนึ่งของอาจารย์เฟื้อ อาจารย์พิษณุเล่าไว้อย่างน่าอ่านว่า “เมื่อครั้งที่ผมยังเป็นนักเรียนศิลปะอยู่ ขณะที่กำลังรออาจารย์จะเข้าสอน ชั่วโมงแรกของการเรียนวิชาจิตรกรรม ซึ่งจะสอนโดยอาจารย์ผู้มีชื่อเสียง ผู้มีความสามารถเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ทำให้ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นนั่งกระวนกระวายรอคอยอาจารย์ เฟื้อ หริพิทักษ์ กันอยู่ ก่อนหน้านั้นก็มีชายสูงอายุผมขาวทั้งศีรษะ สวมเสื้อขาวธรรมดานุ่งกางเกงสีกากียับ ๆ เข้ามาเดินด้อม ๆ มอง ๆ อยู่หน้าประตู ชายผู้นั้นหายไปสักครู่ก็กลับมาพร้อมกับไม้กวาดอยู่ในมือ เริ่มลงมือกวาดหน้าห้องบรรยายซึ่งเต็มไปด้วยฝุ่นและขยะ กวาดไปพร้อมกับบ่นพึมพำไป มีเพื่อนนักศึกษาหญิงอดรำคาญไม่ได้ จึงลุกออกไปบอกชายผู้นั้นว่า “ลุงมีหน้าที่กวาดก็กวาดไปเถิด จะบ่นไปทำไม รีบ ๆ กวาดเข้าเดี๋ยวอาจารย์เฟื้อจะเข้าสอนอยู่แล้ว” ชายสูงอายุมองหน้านักศึกษานั้น แล้วกวาดต่อไปจนเสร็จ แกเอาไม้กวาดออกไปเก็บนอกห้อง” เรื่องนี้ไม่มีการหักมุมเหนือความคาดหมายหรอกนะครับ ลุงผู้โดนเข้าใจผิดว่าเป็นภารโรงนั้นคือ อาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ เก็บ ไม้กวาดเสร็จสรรพแล้ว ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการศิลปะบ้านเรา ก็กลับเข้ามาสอนหนังสือตามปกติ ราวกับเหตุการณ์ก่อนหน้าเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา ไม่เคยเกิดขึ้น | | |
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น