MusicPlaylistView Profile
Create a playlist at MixPod.com

วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เชิญร่วมงาน เสวนา SMS มือถือกวนใจ

เชิญร่วมงาน เสวนา SMS มือถือกวนใจ

เครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ

ขอเชิญผู้ที่เคยได้รับ SMS ทางโทรศัพท์มือถือ แล้วรู้สึกว่า

1.ได้รับบ่อยครั้ง ไม่สามารถยกเลิกการให้บริการได้

2.เชิญชวนให้ดูหรือดาวน์โหลดในเรื่องที่ไม่เหมาะสม เช่น ภาพโป๊เปลือยหรือเชิญชวนให้ชิงโชครับของรางวัล

3.ไม่ได้ทำการสมัครรับ SMS แต่มีการส่งข้อความมาวันละหลาย ๆ ครั้ง จนเกิดความรำคาญ

เบอร์ โทรศัพท์เป็นสิทธิส่วนบุคคลหากเจ้าของเบอร์โทรศัพท์ไม่ยินยอม ถือเป็นการละเมิดสิทธิ ฉะนั้นทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือผู้บริโภคต้องรักษาสิทธิของตนเอง เรียกร้องและปฏิเสธหากไม่ต้องการรับข้อมูลที่ไม่พึงประสงค์ และร่วมกันผลักดันให้เกิดองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคด้านสื่อ รวมทั้งให้มีมาตรการลงโทษกับผู้ให้บริการ

หากท่านมีความรู้สึกว่าได้รับผลกระทบในเรื่องดังกล่าว กรุณาแจ้งความประสงค์เพื่อเข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเรา

ภายในวันพุธที่
6 มกราคม 2553
ได้หลายช่องทาง ดังนี้

โทรศัพท์ 02-888-2260, 083-908-9396
(วันจันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.00 น.-17.00 น. )
โทรสาร 02-888-2332

อีเมล์ familyranger@hotmail.com

ผู้ประสานงาน พิชามณช์ รอดอยู่ 083-235-6243 สุนทรีย์ เสือขำ 081-943-6145



--
twitter
mondayblog /senateblog
tuesdayblog/designblog
wednesdayblog/senateblog
thursdayblog/blog1951/sunnews9
fridayblog/9fridayblog
saturdayblog /kratongblog
sundayblog /chun1951
http://www.sahavicha.com
http://teetwo.blogspot.com/2008/04/1_28.html

นโยบาย (ไม่) แก้ไขปัญหาความยากจนของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นโยบาย (ไม่) แก้ไขปัญหาความยากจนของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

 
อัจฉรา รักยุติธรรม และ กฤษฎา บุญชัย[1]

 

การแก้ไขปัญหาความยากจน เป็นนโยบายที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ใช้ในการหาเสียงมาทุกยุคทุกสมัย แต่ความยากจนก็ไม่เคยหมดสิ้นไปจากสังคมไทยจริงๆ เสียที นั่นมิใช่เพราะว่ารัฐบาลไม่ได้ดำเนินการตามนโยบายที่เคยโฆษณาไว้ แต่เป็นเพราะการตีโจทย์ผิด เริ่มตั้งแต่การนิยามความ “ความยากจน” ซึ่งทำให้ไม่ว่าจะมีนโยบายอย่างไรก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนให้หมดสิ้น ไปได้

บทความชิ้นนี้จะตรวจสอบวิสัยทัศน์ว่าด้วย “ความยากจน” ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่สะท้อนผ่านนโยบายบางประการในช่วงรอบปีที่ผ่านมา และเปรียบเทียบกับปัญหาความยากจนของสมัชชาคนจน และวิเคราะห์ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาความยากจนที่สะท้อนจาก ปัญหาและข้อเรียกร้องของสมัชชาคนจนที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

 

ความยากจน นิยามความหมาย

เป็นเวลาไม่น้อยกว่าครึ่งทศวรรษที่ปัญหาความยากจนปรากฏขึ้นในสังคมไทย พร้อม ๆ กับการปรากฏขึ้นของวาทกรรมการพัฒนา กล่าวคือความยากจนเป็นประเด็นหลักของการแก้ไขปัญหาในการพัฒนามาโดยตลอด แต่ก็ปรากฏว่ายิ่งมีการพัฒนาก็กลับพบว่าประชากรโลกที่เป็นคนจน คนไร้ที่ดิน และคนอดอยากหิวโหยเพิ่มจำนวนขึ้นทุกที เพราะแท้ที่จริงแล้วการพูดถึงความยากจน เป็นเพียงกระบวนการหนึ่งของการสถาปนาวาทกรรมการพัฒนา เพื่อทำให้การพัฒนามีความสำคัญและกลายเป็นความจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาความยาก จน

ในระดับโลกประวัติศาสตร์การพัฒนานั้นเริ่มต้นขึ้นในช่วงหลังสงครามโลก ครั้งที่สอง หลังจากมีการจัดตั้งองค์กรสหประชาชาติขึ้นมาในปี ค.ศ.1943 และเสนอแนวคิดว่าประเทศที่พัฒนาแล้วควรให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ ประเทศด้อยพัฒนา สหรัฐอเมริกาซึ่งมีบทบาทสำคัญในองค์การสหประชาชาติเป็นแกนนำสำคัญในการวาง แนวทาง “การพัฒนา” ให้แก่ประเทศด้อยพัฒนาทั่วโลก[2] ซึ่งองค์การสหประชาชาติประกาศให้ปี ค.ศ.1960-1970 เป็นทศวรรษแห่งการพัฒนา

สำหรับประเทศไทยคำว่า “การพัฒนา” ถูกใช้เป็นแนวทางหลักในการบริหารประเทศในต้นทศวรรษ 2500 นับจากการที่ประเทศไทยมีแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกในปี พ.ศ. 2504 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับนี้จัดทำขึ้นในสมัยที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี[3]ที่ ปราศจากรัฐธรรมนูญรองรับตามระบอบรัฐสภา ในยุคนั้นมีการแพร่หลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ รัฐบาลไทยจึงเห็นความจำเป็นในการพัฒนาประเทศให้ประชาชนพ้นจากความทุกข์ยาก มีความเป็นอยู่ดีขึ้น และไม่เป็นเหตุผลให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์ใช้ในการชักจูงให้ประชาชนฝักใฝ่ในระบอบ การปกครองแบบคอมมิวนิสต์ การกู้เงินจากธนาคารโลกเพื่อการพัฒนาประเทศเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รัฐบาล ไทยต้องเร่งจัดทำแผนพัฒนาฯขึ้นมาตามเงื่อนไขของธนาคารโลก

ธนาคารโลกเป็นสถาบันการเงินที่สถาปนาขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อแสดงบทบาทในการช่วยเหลือด้านการเงินแก่ประเทศด้อยพัฒนา สำหรับการปรับปรุงโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานอันนำไปสู่การเพิ่มกำลังการ ผลิต รวมทั้งการให้คำแนะนำในฐานะที่ปรึกษาทางด้านการบริหารประเทศ โดยการส่งผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ไปให้คำแนะนำในการกำหนดนโยบายการพัฒนา ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ รวมทั้งสถาบันทางการเงินอื่น ๆ ได้สนับสนุนเงินทุนให้แก่โครงการพัฒนาในประเทศโลกที่สาม เช่น การสร้างเขื่อน การสร้างถนน พัฒนาแหล่งพลังงานไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ แหล่งทุนเหล่านี้อ้างว่าความช่วยเหลือเหล่านี้เป็นไปเพื่อปรับปรุงคุณภาพ ชีวิตของคนยากจน

ภายใต้กรอบคิดเรื่อง “การพัฒนา” ดังกล่าว และการช่วยเหลือของสถาบันการเงินทั้งหลาย นิยามของความยากจน และแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนของรัฐบาลไทยจึงวนเวียนอยู่ในมิติทาง เศรษฐกิจโดยเน้นการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน การสร้างอาชีพ และการสร้างรายได้ ดังเช่นสโลแกนที่ว่าการพัฒนานั้นมีเป้าหมายเพื่อให้มี “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ” เป็นไปตามแนวทางการพัฒนาที่ประเทศโลกที่หนึ่งให้การสนับสนุนและช่วยเหลือ

ขณะที่ความช่วยเหลือจากต่างประเทศทำให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้าถึง แหล่งเงินตราต่างประเทศเพื่อซื้อเทคโนโลยีที่จำเป็นในการพัฒนาการเกษตรและ อุตสาหกรรมจากประเทศโลกที่หนึ่ง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความช่วยเหลือเหล่านี้ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายทางด้าน มนุษยธรรมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นส่วนหนึ่งของการคงไว้ซึ่งอิทธิพลของประเทศมหาอำนาจ และยังช่วยให้อุตสาหกรรมของประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือได้ประโยชน์ในการระบาย สินค้า หรือได้รับสัมปทานในธุรกิจที่ตนมีความชำนาญ ซึ่งในที่สุดได้สร้างภาระหนี้สินล้นพ้นตัวให้เกิดขึ้นแก่ประเทศโลกที่สาม ทำให้ประชาชนในประเทศโลกที่สามยังคงเผชิญภาวะอดอยากหิวโหย เจ็บป่วย และยากจน[4] McMichael[5] กล่าวว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศเองก็พยายามสร้างเงื่อนไขให้ประเทศที่ กู้เงินให้ยอมรับการถ่ายโอนเทคโนโลยีจากประเทศโลกที่หนึ่ง ที่ทำให้ประเทศโลกที่สามขึ้นอยู่กับประเทศโลกที่หนึ่ง

ขณะที่การแก้ไขปัญหาความยากจนกลายเป็นความจำเป็นของ “การพัฒนา” คนจนก็ถูกทำให้กลายเป็นปัญหาของสังคม ตามความเข้าใจโดยทั่วไปการเป็น “คนจน” มักเป็นปัญหามาจากความเกียจคร้านอันเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคล คนจนจึงต้องได้รับการช่วยเหลือให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาความ ยากจน ดังที่สะท้อนจากคำขวัญที่ว่า “ไม่มีความยากจนในหมู่ชนที่ขยัน” บ้างก็อธิบายว่าการเกิดมาเป็นคนจนเป็นเรื่องของเวรกรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ “ช่วยไม่ได้”

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนา[6] ระบุว่า “คนจน” คือ กลุ่มคนที่ขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต (ซึ่งอาจวัดได้โดยการใช้เส้นความยากจน) โดยสามารถจำแนกได้หลายประเภท ได้แก่

คนจนดักดานและคนจนเรื้อรัง คือคนจนที่มีสภาพความเป็นอยู่แร้นแค้น และที่สำคัญคือมีโอกาสในการหลุดพ้นความยากจนได้น้อย ทั้งนี้อาจเนื่องจากมีศักยภาพในการหารายได้ต่ำจากสาเหตุต่างๆ มีภาระครอบครัวสูง (เด็ก คนชรา ผู้ป่วยเรื้อรังและรุนแรง) ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน เป็นต้น

คนจนทั่วไป คือคนจนที่ถึงแม้ในปัจจุบันจะยังขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานแต่มีศักยภาพในการหลุด พ้นจากความยากจนได้ด้วยตนเอง ได้แก่ การเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตที่มีศักยภาพ มีที่ดินทำกิน เป็นแรงงานที่ตลาดต้องการเพราะมีทักษะ มีการศึกษาและสุขภาพดีพอสมควร

กลุ่มเสี่ยงที่จะจน ได้แก่กลุ่มคนที่ปัจจุบันไม่ใช่คนจน คือ มีปัจจัยขั้นพื้นฐานในการดำรงชีพเพียงพอ แต่มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นคนจนได้หากเกิดความผันแปรในชีวิตส่วนตัว ครอบครัว การงาน หรือสภาพสังคมเศรษฐกิจรอบตัว เช่น ประสบปัญหาตกงาน มีปัญหาการหย่าร้าง มีปัญหาสุขภาพที่รุนแรง เป็นต้น ตัวอย่างเช่น ครอบครัวที่หัวหน้าเป็นหญิงที่หย่าร้างหรือป่วย ซึ่งถึงแม้จะมีงานทำ มีรายได้ แต่ไม่มีการสะสมทุนทรัพย์ทางเศรษฐกิจและสังคมไว้เพียงพอ (เช่น การออมต่ำ ทุนทางสังคมต่ำ เป็นต้น) จึงไม่มีภูมิคุ้มกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ลักษณะบางประการของคนจนในประเทศไทยตามคำอธิบายของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนา มีดังนี้[7]

1. คนจนร้อยละ 80 อาศัยอยู่ในชนบท
2. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีคนจนมากที่สุดและมีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ด้อยกว่าคนภาคอื่น
3. คนจนส่วนใหญ่มีภาระการเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัวสูง
4. คนจนส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาน้อย
5. คนจนร้อยละ 30 เป็นเด็ก
6. คนจนร้อยละ 10 เป็นคนแก่
7. ร้อยละ 20 ของครัวเรือนที่ยากจนมีหัวหน้าครัวเรือนเป็นหญิง
8. เกษตรกรเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงต่อการกลายเป็นคนจน

 

ประเทศไทยเป็นเช่นเดียวกับในประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย ที่ยิ่งมีการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมไทยกลับตกต่ำลง เรื่อย ๆ ขณะที่ปัญหาความยากจนและปัญหาสังคมด้านต่าง ๆ กลับปรากฏเพิ่มขึ้นทุกที จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่านิยามการพัฒนาและความยากจนนั้นเป็นเพียงวาทกรรมที่ ถูกสถาปนาขึ้นมาเพื่อเอื้อให้ผู้มีอำนาจบางกลุ่มใช้สร้างความชอบธรรมในการ แสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองเท่านั้นเอง

รายงานการพัฒนาโลก 2000/2001 ได้เสนอแนวคิดใหม่ในการแก้ไขปัญหาความยากจนโดยครอบคลุมมิติอื่น ๆ ของความยากจนที่นอกเหนือไปจากตัวเงิน โดยระบุว่า “ความยากจน มิได้จำกัดแต่เพียงการมีรายได้น้อยและการบริโภคน้อยเท่านั้น หากยังครอบคลุมถึงการขาดโอกาสด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล และโอกาสอื่นในการพัฒนาคน การไร้ซึ่งอำนาจ การขาดสิทธิขาดเสียง ตลอดจนการตกอยู่ในความเสี่ยงและความหวาดกลัว”[8]

ปี 2544 คณะทำงานวาระทางสังคม ตีพิมพ์เอกสาร “ความจริงของความจน” ซึ่งรวบรวมความคิดเห็นของชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาของรัฐ ผู้นำชุมชน และนักวิชาการเกี่ยวกับปัญหาความยากจน และบทวิเคราะห์ สังเคราะห์เหตุปัจจัยแห่งความยากจน ประเวศ วะสี เขียนคำนำของเอกสารฉบับนี้ระบุว่า “ความยากจนเกิดจากปัญหาโครงสร้างที่สลับซับซ้อน เช่น โครงสร้างทางทัศนคติที่มีต่อคนจน โครงสร้างของรัฐ โครงสร้างทิศทางการพัฒนา โครงสร้างทางเศรษฐกิจการเงิน โครงสร้างการจัดการทรัพยากร โครงสร้างการศึกษา โครงสร้างการสื่อสาร โครงสร้างทางกฎหมายที่มีอคติกับคนจน โครงสร้างทางความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เป็นต้น” (ประเวศ 2544:2) แต่การเชื่อมโยงความยากจนกับเงื่อนไขปัจจัยเชิงโครงสร้างดังกล่าว ทำให้ดูราวกับว่าการแก้ไขปัญหาความยากจนเป็นเรื่องที่ยากลำบากเพราะต้องไป แก้ไขโครงสร้างสังคมอันสลับซับซ้อนอันเป็นภาระหน้าที่ของรัฐเป็นหลัก  

อย่างไรก็ตาม ในเอกสารฉบับเดียวกันนั้น นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายว่าความยากจนเป็นปัญหาของความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่าง รัฐกับประชาชน ซึ่งแก้ไขได้ด้วยการทำให้คนจนมีอำนาจ นิธิ ชี้ว่าสาเหตุสำคัญสองประการที่ทำให้ความยากจนปรากฏในสังคมปัจจุบัน ได้แก่ ๑. การจัดการทรัพยากรที่รวมศูนย์ของรัฐ และ ๒.ความด้อยอำนาจของคนจน ที่เข้าไม่ถึงกระบวนการตัดสินใจทางการเมือง โดยชี้ว่า “ความด้อยอำนาจของคนจนเป็นเหตุให้เขายิ่งจนลงและก็ไม่มีทางเงยหัวได้เลย” (นิธิ 2544:5) ข้อเสนอของนิธิ สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของสมัชชาคนจนที่ต้องการให้ประชาชนมีอำนาจในการ กำหนดอนาคตของตนเอง เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและความไม่เป็นธรรมต่าง ๆ ในสังคม

 

ความยากจนของสมัชชาคนจน

การปรากฏตัวของ “สมัชชาคนจน” ในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2538 ได้ท้าทายนิยามความหมายของความยากจนแบบเดิม ๆ เมื่อสมัชชาคนจนนิยามว่า ความจนของ “คนจน” ทั้งในชนบทและในเมืองนั้นไม่ใช่การ “จนเงิน” แต่เป็นการ “จนสิทธิ” อันเนื่องมาจากทิศทางการพัฒนาประเทศที่ผิดพลาด และทำให้เกิดสงครามการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ ระหว่างภาครัฐ และธุรกิจ กับชาวบ้าน[9] คำอธิบายดังกล่าวสวนทางกับความเข้าใจโดยทั่วไปของสังคมไทยที่เคยมองว่าความ ยากจนเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล ขณะที่คนจนนั้นน่ารังเกียจเพราะ ล้าหลัง ไร้การศึกษา เกียจคร้าน และเป็นปัญหาหรือเป็นภาระของสังคม โดยชี้ให้เห็นว่าการเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของความจนมีสาเหตุเกี่ยวโยงกับระบบ และโครงสร้างต่าง ๆ ในสังคม

แม้ว่าการเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจนและขบวนการประชาชนรากหญ้า ในช่วงแรกจะส่งผลกระทบด้านลบต่อภาพลักษณ์ของคนจน ที่ถูกมองว่าเป็นพวกที่ถูกจ้างมาก่อกวน สร้างความวุ่นวาย เอาแต่เรียกร้องโดยไม่ทำมาหากิน ฯลฯ แต่การยืดหยัดต่อสู้และสร้างความเข้าใจต่อสาธารณะ การสนับสนุนช่วยเหลือจาก นักวิชาการและนักกิจกรรมทางสังคมต่าง ๆ และบรรยากาศทางสังคมและการเมืองได้เปิดพื้นที่ทางสังคมให้แก่เข้าใจ “ความจน” ในมิติใหม่ ๆ โดยเห็นว่าความยากจนไม่ได้เป็นเพียงปัญหาระดับปัจเจกแต่เกี่ยวพันกับปัญหา เชิงโครงสร้างและการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างภาครัฐกับประชาชน และทำให้ภาพลักษณ์ของ “คนจน” ในสังคมไทยเป็นบวกมากขึ้น

ปัญหาของสมัชชาคนจนที่ร้องเรียนให้รัฐแก้ไขมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 จัดจำแนกได้เป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่

1.ปัญหาจากการถูกจำกัดสิทธิการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นฐานชีวิต เช่น กรณีที่รัฐประกาศเขตป่าอนุรักษ์ทับพื้นที่อยู่อาศัยและป่าชุมชนของชาวบ้าน กรณีที่ชาวบ้านถูกประกาศพื้นที่สาธารณะประโยชน์ทับพื้นที่ทำกิน

2.ปัญหาจากการที่ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นถูกทำลายอัน เนื่องมาจากโครงการพัฒนาต่าง ๆ ที่มุ่งประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ หรือการผลิตเชิงพาณิชย์ของนายทุน เช่น ผลกระทบจากการสร้างเขื่อน จากการปลูกสวนป่ายูคาลิปตัส จากการทำประมงพาณิชย์ของนายทุนด้วยอวนรุนอวนลาก

3.ปัญหาจากการไม่ได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพในการทำงาน

4.ปัญหาจากการไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายการพัฒนา ไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิโดยกฎหมายและนโยบายของรัฐ

 

เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน สมัชชาคนจนไม่ได้เรียกร้องให้รัฐบาล “อุ้ม” ด้วยการแจกเงิน หรือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในระดับครัวเรือน แต่เรียกร้องมาตรการทางกฎหมายและนโยบายเพื่อคุ้มครองสิทธิของคนจนเหนือ ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นของตนเอง เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพและการทำงานของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งข้อเรียกร้องเหล่านี้จะทำให้คนจนสามารถทำมาหาเลี้ยงชีวิตต่อไปได้ และมีอำนาจในการกำหนดอนาคตตนเองอย่างแท้จริง

การยืนหยัดต่อสู้เรียกร้องของสมัชชาคนจน ทำให้รัฐบาลและหน่วยงานราชการต่าง ๆ เริ่มยอมรับข้อผิดพลาดและความล้มเหลวของทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยมีมาตรการบางประการเพื่อแก้ไขปัญหาตามข้อเรียกร้องของขบวนการประชาชน และมีการปรับเปลี่ยนนโยบายการพัฒนาประเทศที่หันมาให้ความสำคัญต่อการกระจาย อำนาจ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนมากกว่าเดิม 

กระนั้นก็ตาม เมื่อพิจารณาการดำเนินงานของรัฐบาลสมัยต่าง ๆ ในด้านการแก้ไขปัญหาความยากจนตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กลับพบว่ายังคงวนเวียนอยู่กับการแก้ไขปัญหาความยากจนในด้านเศรษฐกิจ ด้วยการสร้างงาน กระจายรายได้ ให้การศึกษา ดูแลสุขอนามัย ฯลฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าวิธีคิดรัฐบาลว่าด้วย “ความยากจน” ยังไม่ก้าวพ้นไปจากกรอบนิยามแบบเดิม ๆ ที่เห็นว่าปัญหาความยากจนเป็นเพียงปัญหาทางเศรษฐกิจ  ไม่ใช่ปัญหาอันเนื่องมาจากความด้อยอำนาจของคนจน วิสัยทัศน์ในการแก้ไขปัญหาความยากจนจึงไม่เคยก้าวหน้าไปถึงการส่งเสริมให้คน จนมีอำนาจในการกำหนดอนาคตของตนเอง ทำให้กฎหมายและนโยบายว่าด้วยการกระจายอำนาจและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ ภาคประชาชนเป็นเพียงถ้อยความที่เขียนไว้อย่างสวยหรูอยู่ในแผ่นกระดาษ

 

เมื่อนายกฯอภิสิทธ์พูดถึงความยากจน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยกล่าวอภิปรายทั่วไปในเรื่องการแก้ไขปัญหาความยากจนไว้อย่างน่าสนใจว่า

“ …ปัญหาความยากจนนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเฉพาะ ในแง่มุมของเศรษฐกิจ ที่จริงเป้าหมายของเราสุดท้าย  ต้องการให้คนพึ่งตัวเองได้  สิ่งที่เป็นประสบการณ์ต่อหลายของหลายประเทศที่พิสูจน์แล้วก็คือว่าชุมชนและ ประชาชนต้องมีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะพึ่งตนเองได้  และสิ่งที่พิสูจน์ทั่วโลกก็คือว่าคนและชุมชนที่จะพึ่งตนเองได้นั้น  จะต้องได้รับทั้งโอกาสและอำนาจ  การแก้ไขปัญหาความยากจนจึงต้องผูกอยู่กับนโยบายที่มุ่งเน้นเรื่องการกระจาย ทั้งความเจริญ  ในแง่ของโครงสร้างพื้นฐาน  โครงการต่างๆ  การกระจายทั้งในแง่ของโอกาส  ไม่ว่าจะเป็นอาชีพการงานการศึกษา และที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนก็คือการกระจายในเรื่องของอำนาจ ให้เขาสามารถที่กำหนดอนาคตของเขาเองได้  จะเป็นเฉพาะตัวหรือเฉพาะชุมชน หรือเฉพาะในท้องถิ่นของเขา…”[10]

และเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2551 ภายหลังจากที่มีการยุบพรรคไทยรักไทย นายอภิสิทธิ์ก็ได้กล่าวถึงกรอบความคิดที่จะใช้ในการแก้ไขปัญหาความยากจน ที่เขาให้ความสำคัญในฐานะ “ปัญหาอันดับหนึ่งของคนส่วนใหญ่ของประเทศ” ไว้ในเวปไซท์ www.abhisit.org 

1.  การแก้ปัญหาความยากจน แยกจากนโยบายเศรษฐกิจโดยรวมไม่ได้   ที่ผ่านมามักจะมีการแยกนโยบายเกี่ยวกับความยากจนออกจากนโยบายอื่นๆ  โดยมองข้ามไปว่า  นโยบายเกือบทุกด้านมีผลต่อปัญหาความยากจน  ทั้งในแง่การไปแย่งชิงทรัพยากร  เปลี่ยนวิถีชีวิต  ชักจูงให้เกิดความเสี่ยง  ฯลฯ หากต้องการแก้ปัญหาความยากจนจริง  จากนี้ไปทุกนโยบายจะต้องมีการประเมินผลกระทบต่อคนยากจนด้วย

2.  การหลุดพ้นจากความยากจน คือ การมีงานทำ การมีรายได้ พึ่งตนเองได้  นั่นหมายความว่า  การเติบโตของเศรษฐกิจ และการจ้างงาน  มีความสำคัญ  โดยเฉพาะหากโอกาสของการมีงาน  มีรายได้  สอดคล้องกับวิถีชีวิตเดิม  เช่น ขณะนี้ ต้องสร้างโอกาสให้เกษตรกรผู้ปลูกมัน หรือชาวไร่อ้อย ได้ประโยชน์สูงสุดจากการผลิตพลังงานทดแทน ที่เติบโตอย่างเป็นระบบ ทั่วถึง  ซึ่งจะยั่งยืนกว่า การมาไล่ตามแก้ปัญหาเรื่องการพยุงราคา  การจำนำผลผลิต  เป็นต้น

3.  จัดระบบและปรับปรุงทุกโครงการที่ให้โอกาสและลดภาระคนจน  โดยไม่คำนึงถึงการช่วงชิงทางการเมือง  โครงการที่มีความมุ่งหมายดีต้องสานต่อ  เช่น การรักษาฟรีต้องดำเนินต่อไป โดยจัดระบบงบประมาณให้มีความเพียงพอ  กองทุนหมู่บ้านก็ต้องมีการสนับสนุนให้เดินต่อไปได้อย่างรัดกุม  มีเงินไปให้ประชาชนเพื่อเพิ่มพูนรายได้ เป็นต้น

4. สร้างระบบสวัสดิการให้ทุกคน โดยถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานเพื่อเป็นหลัก ประกันให้ผู้ด้อยโอกาส  เรื่อง  การศึกษา  การรักษาพยาบาล  การมีรายได้เมื่อชรา  ไปจนถึงการจัดระบบประกันภัยให้พืชผล  โดยยืนยันว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสิทธิของคนไทย  ไม่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นรัฐบาล  ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี

กรอบความคิดเหล่านี้ แม้ว่ามีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้มีรูปธรรมการแก้ไขปัญหาที่มุ่งเพื่อกลุ่มเป้าหมายที่เป็น “คนจน” โดยเฉพาะ ทั้งยังไม่มีแนวทางใดที่จะนำไปสู่การเสริมสร้างให้ “ประชาชนมีอำนาจในการกำหนดอนาคตตนเอง” ดังที่นายอภิสิทธิ์เคยกล่าวไว้ แต่กลับเป็นแนวการแก้ไขปัญหาเชิงสงเคราะห์ ที่ไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่จะทำให้คนยากคน จนเข้าถึงปัจจัยการผลิตและฐานการดำรงชีวิต ปราศจากแนวทางในการคุ้มครองสิทธิของประชาชนเหนือทรัพยากรในท้องถิ่นของตนเอง และปกป้องฐานทรัพยากรและสวัสดิภาพของประชาชนจากการทำลายของนายทุนหรือการ ผลิตเชิงอุตสาหกรรม  

และที่สำคัญ กรอบความคิดเหล่านี้ก็เป็นเพียงวาทะที่ใช้ในการขายฝัน ซึ่งไม่ได้รับประกันว่าจะทำให้มันเป็นจริงขึ้นมาได้

 

นโยบาย (ไม่) แก้ไขปัญหาความยากจนของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

รัฐบาลที่นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เป็นเช่นเดียวกับรัฐบาลส่วนใหญ่ที่ผ่านมาที่ไม่มีนโยบายที่จะทำให้คนจนมี อำนาจในการกำหนดอนาคตตนเองได้อย่างแท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลชุดนี้ยังถูกวิจารณ์ว่าไม่มีนโยบายที่ให้ประโยชน์แก่คนจนโดยตรง นอกจากนโยบายที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเดิม ๆ[11] ที่หวังจะเพิ่มผลผลิตมวลรวมประชาชาติหรือจีดีพีให้สูงขึ้น นโยบายส่วนใหญ่เน้นการส่งเสริมการลงทุนต่างประเทศและทุนขนาดใหญ่ไม่แตกต่าง จากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทักษิณ[12] ในด้านการเกษตรก็ส่งเสริมการเกษตรเพื่อส่งออก และการเกษตรแบบพันธะสัญญาที่ทำให้วิถีการผลิตและวิถีชีวิตของเกษตรกรรายย่อย ขึ้นอยู่กับการกำหนดของบริษัทใหญ่ นโยบายเหล่านี้รังแต่จะทำให้คนจนตกอยู่ในภาวะพึ่งพานายทุน เสียเปรียบ สูญเสียอำนาจการผลิต เป็นหนี้เป็นสิน และสูญเสียความสามารถในการพึ่งพาตนเอง

 

น้ำฟรี ไฟฟรี เมล์ฟรี รถไฟฟรี ไม่ใช่เพื่อคนจน

ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมานโยบายบางอย่างของรัฐบาลอภิสิทธิ์เกี่ยวข้องกับการ ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เช่น การต่ออายุการให้ใช้น้ำและไฟฟรี การบริการรถเมล์และรถไฟฟรี และการให้เบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุคนละ 500 บาท เป็นต้น เมื่อมองอย่างผิวเผินดูราวกับว่าเป็นนโยบายที่มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือคน ยากจน แต่ความจริงแล้วผู้ที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้ไม่ได้มีเฉพาะคนจน เท่านั้น แต่คนไม่จนก็ได้รับประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

ตามเกณฑ์ของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คนยากจนคือคนที่มีรายได้น้อยกว่า 1,386 บาทต่อเดือน และไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีคนยากจนอยู่ประมาณ 6 ล้านคน[13] ขณะที่ประชาชนที่เข้าไม่เกณฑ์ “คนจน” ได้รับประโยชน์จากนโยบายช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย มีคนจนจริง ๆ อีกเป็นจำนวนมากที่ตกสำรวจและไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้

นโยบายดังกล่าวของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ถูกมองว่าเป็นนโยบายประชานิยมเพื่อหาเสียง[14] เช่นเดียวกันกับนโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ ซึ่งในกรณีนโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ การสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคม ปี 2545, 2547, และ 2549 โดยสำนักงานเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติชี้ให้เห็นว่า มีเพียงนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค เงินสงเคราะห์คนชรา และโครงการอาหารกลางวันนักเรียนเท่านั้น ที่ให้ประโยชน์แก่คนจนมากกว่าคนไม่จน ส่วนนโยบายอื่น ๆ ของรัฐบาลทักษิณ เช่น กองทุนหมู่บ้าน พักหนี้เกษตรกร ฯลฯ ไม่ได้ให้ประโยชน์แก่คนจนมากกว่าคนไม่จน และบางนโยบาย เช่น ธนาคารประชาชน และประกันสังคม เป็นนโยบายที่คนไม่จนมีโอกาสเข้าถึงมากกว่า[15]

กรอบคิดสำคัญที่ขาดหายไปในการวางนโยบายดังกล่าวคือการมองไม่เห็นว่า ประชาชนไม่ว่าจะในระดับประเทศ ระดับท้องถิ่น หรือระดับชุมชน ล้วนมีความแตกต่างและไม่เท่าเทียมกัน มีทุนทางสังคมไม่เท่ากัน มีปัญหาไม่เหมือนกัน และที่สำคัญคือมีสิทธิและโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและบริการของรัฐที่ไม่ เท่าเทียมกัน การมีนโยบายเชิงเดี่ยวแบบเหวี่ยงแหจึงไม่ได้รับประกันว่าจะทำให้ผู้ที่ยากจน หรือประสบความเดือดร้อนจริง ๆ ได้รับการแก้ไขปัญหา

 ซ้ำร้ายไปกว่านโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ มีการวิเคราะห์กันว่านโยบายประชานิยมของรัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ได้มีกลุ่มเป้า หมายหลักอยู่ที่คนยากจน แต่เป็นเพียงการหว่านเงินเพื่อมุ่งเป้าหมายที่การกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นหลัก นอกจากนโยบายที่อ้างว่าเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยดังที่กล่าวไปแล้ว รัฐบาลยังหว่านเงินแบบที่ไม่ได้ให้ประโยชน์แก่คนจนเลย นั่นคือ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงิน 2,000 บาท ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายเป็นชนชั้นกลางระดับกลางและระดับสูง ซึ่งเป็นผู้มีงานทำและมีเงินเดือนอยู่แล้ว ซึ่ง ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ชี้ว่านโยบายนี้หวังผลทางการเมืองเพราะให้ประโยชน์แก่ชนชั้นกลางซึ่งเป็นฐาน เสียงของพรรคประชาธิปัตย์[16]

"นโยบายที่ออกมา ไม่ได้ช่วยเหลือคนจน เพราะส่วนใหญ่ จะอิงกับผู้มีงานทำ ผู้มีเงินเดือนมากกว่า...เพราะเขารู้ว่าเป็นฐานเสียงที่ชัดเจนของเขา…”

 

โฉนดชุมชน นโยบายท่าดีทีเหลว

ในบรรดานโยบายต่าง ๆ นานาของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดูเหมือนกับว่านโยบายการออกโฉนดชุมชนจะตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องคนจนได้ อย่างตรงใจมากที่สุด และใกล้เคียงกับปัญหาของสมัชชาคนจนมากที่สุด (ขณะที่นโยบายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขความยากจน เป็นนโยบายที่รัฐบาลกำหนดขึ้นมาเองโดยที่คนจนไม่ได้ร้องขอ)

แนวคิดเรื่องระบบโฉนดชุมชน ได้รับการผลักดันโดยองค์กรประชาชนและนักวิชาการเป็นเวลานานนับสิบปี ในฐานะที่เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินของเกษตรกร และการกระจุกตัวของที่ดินเอกชนซึ่งเป็นที่ดินทำกินนอกเขตป่า ขณะเดียวกันระบบโฉนดชุมชนยังเป็นข้อเสนอเชิงรูปธรรมของการแก้ไขปัญหาการ จัดการที่ดินในเขตป่า เพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการจัดการที่ดินในเขตป่าอย่างยั่งยืน อีกด้วย

โฉนดชุมชน เป็นรูปธรรมประการหนึ่งของการปฏิรูปการบริหารจัดการที่ดินของรัฐ เพื่อให้มีการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม โดยการกระจายอำนาจการบริหารจัดการที่ดินจากรัฐสู่ประชาชน ระบบโฉนดชุมชนตั้งอยู่บนหลักการว่าที่ดินเป็นปัจจัยการผลิตและการดำรงชีพของ เกษตรกรรายย่อย มิใช่สินค้าที่นายทุนจะสามารถกักตุนเพื่อปั่นราคาหรือเก็งกำไร และที่ดินควรถูกจัดการในฐานะทรัพยากรร่วมของชุมชน ที่สมาชิกในชุมชนมีสิทธิในการบริหารจัดการเพื่อประโยชน์ร่วมกันของคนในชุมชน  

ระบบโฉนดที่ดินชุมชน เป็นการสร้างระบบถ่วงดุลและสนับสนุนระหว่างสิทธิปัจเจกและสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินในชุมชน[17] สิทธิของชุมชนคือสิทธิในการเป็นเจ้าของที่ดิน กล่าวคือชุมชนมีอำนาจในการควบคุมดูแลการใช้ประโยชน์ และสมาชิกผู้ใช้ประโยชน์ในที่ดินให้อยู่ในหลักเกณฑ์เดียวกัน ควบคุมการซื้อขายเปลี่ยนมือที่ดินเพื่อให้มั่นใจได้ว่าผลประโยชน์ในที่ดินจะ ตกอยู่กับสมาชิกในชุมชน ไม่ใช่บุคคลต่างถิ่น และเก็บผลประโยชน์จากครัวเรือนที่ใช้ที่ดินเพื่อรวบรวมเป็นกองทุนในการ ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของส่วนรวม ส่วนปัจเจกบุคคลซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มปฏิรูปที่ดินจะมีสิทธิการใช้ประโยชน์ ที่ดินภายใต้เงื่อนไขกฎเกณฑ์ของชุมชน สิทธินั้นจะคงอยู่ตราบเท่าที่มีการใช้ประโยชน์และเคารพกติกาของชุมชนเท่า นั้น หากไม่เข้าทำประโยชน์หรือมีการละเมิดข้อตกลง ชุมชนมีสิทธิยึดที่ดินคืนแล้วนำไปให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์ต่อไป[18]

หลักฐานแสดงสิทธิเหนือที่ดิน เรียกว่าโฉนดชุมชน ซึ่งอาจมีลักษณะคล้ายกับโฉนดที่ดินตามกฎหมายที่มีการระบุแผนที่แสดงขอบเขต ขนาดที่ดิน และผู้ทรงสิทธิ แต่ภายในโฉนดมีการจำแนกรายละเอียดเป็นขอบเขตกรรมสิทธิ์พื้นที่ของสมาชิกราย บุคคลและขอบเขตกรรมสิทธิ์ที่ดินสาธารณะหรือที่ส่วนรวมของชุมชน แม้ว่าแต่ละชุมชนอาจพัฒนารูปแบบโฉนดชุมชนที่แตกต่างกันไป แต่ที่สำคัญกระบวนการออกแบบและจัดทำโฉนดชุมชนต้องเกิดจากพิจารณาร่วมกันของ สมาชิกภายในชุมชน และได้รับการยอมรับจากชุมชนใกล้เคียงเพื่อมิให้มีการอ้างสิทธิซ้อนทับกันจน เกิดเป็นกรณีพิพาทตามมา[19]

รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขานรับเสียงเรียกร้องโฉนดชุมชนเป็นอย่างดี ดังปรากฏว่าเมื่อวันที่ 30  ธันวาคม 2551 คณะรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งในนโยบายเศรษฐกิจว่าด้วยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตร ระบุว่ารัฐบาลมีนโยบาย ''คุ้มครองและรักษาพื้นที่ที่เหมาะสมกับการทำเกษตรกรรมที่ได้มีการพัฒนาโครง สร้างพื้นฐานด้านชลประทานแล้ว เพื่อเป็นฐานการผลิตทางการเกษตรในระยะยาว ฟื้นฟูคุณภาพดิน จัดหาที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรยากจนในรูปของธนาคาร ที่ดิน และเร่งรัดการออกเอกสารสิทธิให้แก่เกษตรกรยากจนและชุมชนที่ทำกินอยู่ใน ที่ดินของรัฐที่ไม่มีสภาพป่าแล้วในรูปของโฉนดชุมชน รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาการเกษตรในรูปของนิคมการเกษตร''[20]

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ท่าดีทีเหลว เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติผ่านร่าง “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.....” ซึ่งร่างขึ้นโดยปราศจากการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และถูกนักวิชาการและเครือข่ายประชาชนวิจารณ์ว่าไม่ได้มีหลักการและแนวทางการ ปฏิบัติที่จะนำไปสู่การกระจายการถือครองที่ดินซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของสังคม ไทย

ร่างระเบียบดังกล่าวกำหนดให้มีการออกโฉนดชุมชนในที่ดินของรัฐ เช่น ที่ดินในเขตป่า และที่ราชพัสดุ แต่ไม่ได้กระจายที่ดินที่กระจุกอยู่ในมือของเอกชนมาสู่คนยากจน ทำให้คาดว่าผลจากการดำเนินการดังกล่าวจะไม่แตกต่างไปจากการปฏิรูปที่ดินของ รัฐไทยที่ผ่านมาภายใต้กฎหมายปฏิรูปที่ดินที่มีอยู่แล้ว กล่าวคือ เป็นการนำเอาที่ดินในเขตป่ามาปฏิรูปให้เกษตรกร แล้วให้เอกสารสิทธิ สปก. ซึ่งในที่สุดที่ดินที่ถูกปฏิรูปก็จะหลุดมือจากเกษตรกรไปสู่ผู้ประกอบธุรกิจ การเกษตร พ่อค้า  นายทุน หรือชนชั้นกลางทั้งในและต่างถิ่น เพราะเกษตรกรเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ขาดแคลนปัจจัยการผลิต ถูกเอารัดเอาเปรียบในการทำการเกษตรเชิงพาณิชย์ ฯลฯ ทำให้ไม่สามารถดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการเกษตร เพราะนโยบายการพัฒนาที่ลำเอียง ไม่ได้ดูแลช่วยเหลือภาคเกษตรกรรมเท่ากับที่ภาคอุตสาหกรรมและบริการ

ประชาชนที่เรียกร้องโฉนดชุมชนเป็นเกษตรกรรายย่อย ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้เรียกร้องให้รัฐ “จัดหา”ที่ดินผืนใหม่มาจัดสรรให้แก่พวกเขา แต่ให้แก้ไขปัญหาเรื่องสิทธิในที่ดินที่พวกเขาใช้ตั้งถิ่นฐานหรือทำกินอยู่ แล้ว ซึ่งที่ดินผืนนั้นเป็นของรัฐหรือเอกชน แม้ว่ารัฐจะยอมออกโฉนดชุมชนในที่ดินของรัฐ แต่ก็เป็นเพียงการอนุญาตให้ราษฎรได้ใช้ประโยชน์ที่ดินในที่ดินเพียงชั่วคราว ในระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี ไม่ต่างอะไรกับหลักเกณฑ์ที่มีอยู่แล้วในการให้เช่าที่ดินราชพัสดุ หรือสิทธิทำกิน (สทก.) ในพื้นที่ป่า ซึ่งไม่ได้ทำให้พวกเขามี “สิทธิที่มั่นคง” เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการพัฒนาระบบการผลิตที่ยั่งยืน ยิ่งไปกว่านั้น มาตรการนี้เป็นเพียงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่สามารถเปลี่ยนแปลงยกเลิกได้ ง่าย ๆ ไม่ว่าจะโดยรัฐบาลสมัยปัจจุบัน หรือรัฐบาลชุดใหม่[21] ความไม่มั่นใจในสิทธิเหนือที่ดินเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ราษฎรอาจตัดสินใจ ขายสิทธิเหนือที่ดินให้แก่ผู้อื่นได้โดยง่าย ถึงแม้ว่าจะไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินก็ตาม

ส่วนกรณีการเช่าที่ดินราชพัสดุ ตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุ ไม่ได้มีข้อห้ามการเช่าที่ดินของนายทุน ที่ผ่านมาจึงมักเกิดปัญหาว่าคนยากจนเช่าที่ดินอยู่เดิมขายสิทธิการเช่าให้ นายทุน แล้วนายทุนก็นำที่ดินนั้นไปให้เช่าช่วงหรือนำไปทำธุรกิจ ซึ่งก็ไม่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหาการกระจุกตัวของที่ดิน[22]

 การปฏิรูปที่ดินโดยระบบชุมชนแบบที่รัฐวางระเบียบไว้ถูกวิจารณ์ว่าเป็น เช่นเดียวกับนโยบายอื่น ๆ ของรัฐบาลชุดนี้ กล่าวคือเป็นเพียงนโยบายเพื่อเรียกคะแนนเสียงที่ไม่ได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนของคนยากคนจนอย่างแท้จริง และผู้ที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้อาจไม่ใช่เกษตรกรรายย่อยที่ยากจน แต่เป็นใครก็ได้ที่มีอำนาจและอิทธิพลมากพอที่จะเข้าถึงการรับช่วงซื้อสิทธิ การใช้ที่ดินที่มีการนำมาออกโฉนด

 

นโยบาย “ไทยเข้มแข็ง” “ชุมชนพอเพียง” ใครแข็ง ใครควรพอ??

นอกจากนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความยากจนในสองด้านที่กล่าวไป แล้วข้างต้น รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังมีนโยบายและโครงการอื่น ๆ อีกที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและดูราวกับว่าจะเป็นนโยบายที่ให้ ประโยชน์แก่ท้องถิ่น แต่เมื่อพิจารณาให้ถ้วนถี่แล้วก็พบว่า นโยบายเหล่านั้นเป็นไปพียงเพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจระยะสั้น และไม่ได้เกิดมรรคผลต่อคนจนแต่อย่างใด

ตัวอย่างเช่น โครงการชุมชนพอเพียง หรือชื่อเต็ม ๆ คือ “โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน มีเป้าหมายเพื่อสร้างเศรษฐกิจระดับชุมชนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยการจัดสรรงบประมาณโดยตรงไปยังชุมชนทั่วประเทศ ให้ทุกชุมชนมีโอกาสได้รับความช่วยเหลือจากงบประมาณของภาครัฐอย่างรวดเร็ว กำหนดเป้าหมายการใช้เงินไว้ 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาอาชีพสำหรับผู้ด้อยโอกาส การพัฒนาการเกษตร การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการอนุรักษ์พลังงาน โดยมุ่งให้ทุกภาคส่วนในชุมชนร่วมกันบริหารจัดการและพัฒนาศักยภาพของตนเองที่ มีอยู่อย่างมีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ การลดต้นทุนและปัจจัยการผลิต พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติระดับชุมชนให้มีมูลค่าเพิ่ม และสร้างโอกาสในการพัฒนาหรือเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้ กับชุมชน โครงการที่อนุมัติไปแล้ว ส่วนใหญ่เป็นโครงการประเภท การผลิตปุ๋ย ยุ้งฉาง ลานตาก เกษตรผสมผสาน การส่งเสริมกลุ่มอาชีพ พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ/ต้นน้ำ พลังงานทดแทน เป็นต้น  

ถึงแม้ว่าโครงการชุมชนพอเพียงจะฟังดูว่าเป็นโครงการที่ริเริ่มขึ้นใหม่ แต่ความจริงแล้วเป็นเพียงการจัดสรรงบประมาณให้แก่ชุมชนตามที่เคยได้รับจาก โครงการ SME ในสมัยรัฐบาลทักษิณ แล้วเปลี่ยนชื่อและเงื่อนไขการใช้เงินในนามของโครงการเศรษฐกิจพอเพียงในสมัย รัฐบาลสุรยุทธ จุลานนท์ ก่อนที่จะมาเปลี่ยนชื่อโครงการอีกครั้งในสมัยรัฐบาลนี้ 

ในทางปฏิบัติ เป้าหมายการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากในหลายชุมชน ถูกแปรเป็นรูปธรรมโดยการนำงบประมาณไปซื้อตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญพลังงานแสง อาทิตย์ ที่โยงได้ยากว่าตู้น้ำนั้นจะช่วยทำให้ชุมชน “เข้มแข็ง” ได้อย่างไร ซ้ำร้ายไปกว่านั้นยังมีข่าวหนาหูว่าการซื้อตู้น้ำพลังงานแสงอาทิตย์เป็นไป อย่างทุจริต[23] หลายชุมชนได้รับตู้น้ำทั้ง ๆ ที่เสนอโครงการอื่น เช่น การพัฒนาระบบการเกษตร หรือการทำสหกรณ์ร้านค้า เป็นต้น ขณะที่ในบางชุมชนมีเจ้าหน้าที่โครงการไปชี้นำให้ชุมชนดำเนินการตามโครงการ ที่ตนเองนำเสนอ โดยที่สมาชิกในชุมชนไม่ได้ร่วมกันคิดและเสนอตามแนวนโยบายของรัฐบาล[24] ในเดือนสิงหาคม 2552 โครงการชุมชนพอเพียงดำเนินการแล้วประมาณ 31,000 ชุมชน โดยใช้งบประมาณเกือบสิบล้านบาท แต่ข้อมูลการทุจริตทำให้รัฐบาลต้องระงับโครงการที่เหลือเพื่อรอผลการตรวจสอบ[25]

นโยบายไทยเข้มแข็งเป็นนโยบายล่าสุดของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่จะดำเนินการในปี พ.ศ.2553-2555  นโยบายนี้จะใช้งบประมาณกว่า 3 แสนล้านบาททุ่มไปกับโครงการก่อสร้างด้านคมนาคม อาคารสถานที่ และโครงสร้างพื้นฐานอื่น โดยอ้างว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ถูกวิจารณ์ว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างฉาบฉวยเพียงในระยะเวลา สั้น ๆ แต่ไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะกลางและยาว ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือนายทุนจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์โดยตรง ขณะที่แรงงานและประชาชนทั่วไปจะได้รับประโยชน์น้อยมาก เพราะการพัฒนาโครงสร้างต่าง ๆ กระจุกตัวอยู่ในเมืองเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่มีเพียงไม่กี่โครงการที่เป็นประโยชน์ต่อภูมิภาคและท้องถิ่น แม้แต่โครงการพัฒนาระบบชลประทานเพื่อการเกษตร พื้นที่เกษตรที่จะได้รับประโยชน์ก็กระจุกตัวอยู่ในภาคกลาง แต่ไม่ได้กระจายลงสู่ภูมิภาคอย่างทั่วถึง[26]

 

ไม่ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ไม่แก้ความยากจน

หนึ่งปีที่ผ่านมาในการทำงานของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐบาลเปลืองแรงไปกับการประดิษฐ์คิดค้นชื่อนโยบายต่าง ๆ ให้สวยหรูและติดหูประชาชน โดยที่ความจริงแล้วนโยบายเหล่านั้นเป็นเพียงนโยบายประชานิยมแบบเก่า ๆ ในชื่อใหม่ ที่ไม่ได้มีผลประโยชน์ตกถึงคนยากคนจนอย่างแท้จริง ๆ 

ตลอดหนึ่งปีของการทำงานของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ปรากฏว่ามีข้อเรียกร้อง ใด ๆ ของสมัชชาคนจน (รวมทั้งของขบวนการประชาชนอื่น ๆ) ได้รับการตอบสนองอย่างเป็นรูปธรรมจากรัฐบาล[27] สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลไม่ได้เหลียวแลต่อปัญหา “การจนสิทธิ” และความด้อยอำนาจของคนยากคนจนดังที่นายอภิสิทธิ์ได้เคยปราศรัยไว้เมื่อครั้ง ยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลกลับปล่อยให้คนจนสิทธิเหล่านี้เผชิญหน้าและรับมือกับปัญหาการถูก ละเมิดสิทธิต่อไปไม่แตกต่างจากรัฐบาลอื่น ๆ ที่ผ่านมา

เมื่อพิจารณานโยบายของรัฐบาลในรอบปีที่ผ่านมา เห็นได้อย่างชัดเจนว่าไม่มีนโยบายใดที่นำไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างทาง เศรษฐกิจ และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะทำให้คนยากคนจนได้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต มีอำนาจการต่อรอง ได้รับการคุ้มครองสิทธิ และได้รับการดูแลสวัสดิภาพจากรัฐอย่างแท้จริง

มีแต่เพียง “โครงการแบบประชานิยมหาเสียง ได้แต่ทำให้ประชาชนทั้งเกษตรกร คนงาน ผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อยเป็นหนี้ ต้องพึ่งพาธนาคารนายทุนเงินกู้ พ่อค้า นายทุนเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจโดยรวมขาดความสมดุล ขาดประสิทธิภาพ แข่งขันสู้ต่างประเทศได้ยาก”[28]



[1] เอกสารประกอบการสัมมนา “ก้าวต่อไป ขบวนการเคลื่อนไหวฝ่ายประชาชน” วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม 2552 สวนเงินมีมา คลองสาน กรุงเทพฯ จัดโดยสมัชชาคนจน
เกี่ยวกับผู้เขียน
อัจฉรา รักยุติธรรม เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์
กฤษฎา บุญชัย เป็นนักศึกษาปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
[2] จามะรี เชียงทอง (2549) สังคมวิทยาการพัฒนา, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, หน้า 29
[3] จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐประหารรัฐบาลของจอมพลป.พิบูลสงคราม วันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2500 และให้นายพจน์ สารสิน ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2502 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ร่วมกับพลโทถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี ทำรัฐประหารรัฐบาลของจอมพลถนอม
[4] ชูศักดิ์ วิทยาภัค (2547), เอกสารคำสอน GEO 154440 ภูมิศาสตร์การพัฒนา, เอกสารอัดสำเนา, หน้า 120
[4] จามะรี เชียงทอง, อ้างแล้ว, หน้า 97-98
[5] McMichael, Philip (2000), อ้างแล้ว
[6]สถาบัน วิจัยเพื่อการพัฒนา, มปท., “สถานการณ์ความยากจนในประเทศไทย”, (ออนไลน์)  www.tdri.or.th/poverty/report1.htm (เข้าถึง 6 ธ.ค.52)
[7] เพิ่งอ้าง
[8]สถาบัน วิจัยเพื่อการพัฒนา, มปท., “สถานการณ์ความยากจนในประเทศไทย”, (ออนไลน์)  www.tdri.or.th/poverty/report1.htm (เข้าถึง 6 ธ.ค.52)
 
[9][9] อุเชนท์ เชียงเสน, 2550, “สิบปีสมัชชาคนจน: ข้อสังเกตบางประการ” วารสารฟ้าเดียวกัน. ปีที่ 5 ฉบับที่ 2
[10] ทีมโฆษกพรรคประชาธิปัตย์, 2548, “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอภิปรายทั่วไป ในเรื่องการแก้ไขปัญหาความยากจน” (ออนไลน์) www.ryt9.com/s/ryt9/25031 (เข้าถึง 5 ธ.ค.52)
[11] วีระศักดิ์ พงศ์อักษร, 2552, “ ‘อัมมาร’ ชี้นโยบาย ‘อภิสิทธิ์’ มีเป้าอุ้ม ‘ชนชั้นกลาง’ ย้ำยอมรับยากเรื่อง ‘คอรัปชั่น’ เป็นบทเรียนรัฐบาลในอดีต”, (ออนไลน์) www.suthichaiyoon.com/WS01_A001_news.php?newsid=7899 (เข้าถึง 6 ธ.ค.52)
[12] วิทยากร เชียงกูล, 2552, “ไทยจะเข้มแข็งได้ต้องสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่”, (ออนไลน์),www.rsunews.net/Think%20Tank/TT122/NewEconomy.htm (เข้าถึง 7 ธ.ค.52)
[13]กรุงเทพ ธุรกิจ, 2552, “สัมภาษณ์พิเศษ ดร.ปราณี ทินกร รัฐบาลหว่านเงิน ไม่เน้น คนจน”, (ออนไลน์) www. giggog.com/economic/cat5/news24241/ (เข้าถึง 6 ธ.ค.52)
[14] วิทยากร เชียงกูล, 2552, “ไทยจะเข้มแข็งได้ต้องสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่”, (ออนไลน์),www.rsunews.net/Think%20Tank/TT122/NewEconomy.htm (เข้าถึง 7 ธ.ค.52)
15 มติชนออนไลน์, 2552, “กลุ่มจับตานโยบายรัฐผ่า ‘ไทยเข้มแข็ง’ เปรียบ ‘ปะผุ’ เอาของเก่ามาทำใหม่ ไม่มีพลังพอแก้ปัญหาศก.ได้” (ออนไลน์) www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1252333649&grpid=01&catid=01 (เข้าถึง 7 ธ.ค.52)
[16] อัมมาร สยามวาลา และสมชัย จิตสุชน, 2550,“แนวทางการแก้ปัญหาความยากจน: เสรีนิยม ประชานิยม หรือรัฐสวัสดิการ” เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการประจำปี 2550 เรื่องจะแก้ปัญหาความยากจนกันอย่างไร วันที่ 10-11 พฤศจิกายน 2550 ณ โรงแรมแอมบาสเตอร์ ซิตี้ จอมเทียน ชลบุรี ร่วมจัดโดยมูลนิธิชัยพัฒนา และมูลนิธืสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, หน้า 21 
‘อัมมาร’ ชี้นโยบาย ‘อภิสิทธิ์’ มีเป้าอุ้ม ‘ชนชั้นกลาง’ ย้ำยอมรับยากเรื่อง ‘คอร์รัปชัน’ เป็นบทเรียนรัฐบาลในอดีต”,www.suthichaiyoon.com/WS01_A001_news.php?newsid=7899
[17] เจษฎา โชติกิจภิวาทย์ และคณะ, 2546, ที่ดินของชีวิต การปฏิรูปที่ดินเพื่อความเป็นธรรมและยั่งยืน, เชียงใหม่: กลุ่มแนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ, หน้า 49.
[18] อัจฉรา รักยุติธรรม (บก.), 2548, ที่ดินและเสรีภาพ, เชียงใหม่: Black Lead Publishing,หน้า 136
[19] เจษฎา โชติกิจภิวาทย์ และคณะ, อ้างแล้ว, หน้า 50
[20] แถลงการณ์เครือข่ายองค์กรประชาชนเพื่อการปฏิรูปที่ดิน 26 เครือข่าย 15 จังหวัดภาคเหนือ และคณะ แถลง ณ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ  วันที่ 8 กันยายน 2552
[21] พิรอบ แต้มประสิทธิ์, 2552, “วิพากษ์'โฉนดชุมชน'ชาวบ้าน-นักวิชาการอัดรัฐไม่จริงใจ” ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับวันที่ 3 กันยายน 2552
[22] ประภาส ปิ่นตบแต่ง, 2552, “หายนะที่ราชพัสดุล้านไร่” กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 15 ก.ย. 52
[23] ประชาไท, 2552, “โครงการชุมชนพอเพียงส่อทุจริตหลายพื้นที่”, (ออนไลน์),www.prachatai.com/journal/2009/07/25124
[24] กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, 2552, “กมธ.งบฯเผยชุมชนพอเพียงทุจริตเฉียด1หมื่นล.”, http://www.bangkokbiznews.com/ (เข้าถึง 5 ส.ค.52)
[25]เดลินิวส์, 2552, “อภิสิทธิ์ ระงับโครงการที่เหลือหลังเกิด ทุจริตชุมชนพอเพียง” (ออนไลน์) http://hilight.kapook.com/view/40237 (เข้าถึง 11 ธ.ค.52)
 
[27] จากการพูดคุยกับกองเลขาสมัชชาคนจน 5 ธ.ค. 52
[28] วิทยากร เชียงกูล, 2552, “ไทยจะเข้มแข็งได้ต้องสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่”, (ออนไลน์), www.rsunews.net/Think%20Tank/TT122/NewEconomy.htm (เข้าถึง 7 ธ.ค.52)
 
http://www.prachatai.com/journal/2009/12/27153

--
twitter
mondayblog /senateblog
tuesdayblog/designblog
wednesdayblog/senateblog
thursdayblog/blog1951/sunnews9
fridayblog/9fridayblog
saturdayblog /kratongblog
sundayblog /chun1951
http://www.sahavicha.com
http://teetwo.blogspot.com/2008/04/1_28.html

"คอมมิวนิสต์"ใน"พิพิธภัณฑ์" และ"งานรำลึก": รายงานจากวงเสวนา

"คอมมิวนิสต์"ใน"พิพิธภัณฑ์" และ"งานรำลึก": รายงานจากวงเสวนา

 

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. เวลา 13.30 น. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) จัดงานเสวนาเรื่อง “ความทรงจำของสหาย” ขึ้น ณ ห้อง 407 ชั้น 4 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ถ.บรมราชชนนี โดยแบ่งการเสวนาออกเป็นสองช่วง โดยช่วงแรกพูดหัวข้อ “ความทรงจำของสหายจากงานศึกษาความทรงจำ” วิทยากรได้แก่ อาจารย์อังกูร หงส์ครานุเคราะห์ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ จุฬารัตน์ ดำรงวิถีธรรม เจ้าหน้าที่โครงการทักษะวัฒนธรรม ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

ช่วงที่สองพูดในหัวข้อ “ความทรงจำของสหายผ่านการจัดแสดง” วิทยากรได้แก่ อาจารย์สมประสงค์ มั่งคะนะ ผู้อำนวยการโรงเรียนอุ้งผางวิทยาคม จังหวัดตาก ผู้ริเริ่มดูแลพิพิธภัณฑ์สงครามประชาชน และ บุษกร จีนะเจริญ ภัณฑารักษ์สวนประวัติศาสตร์พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา ผู้ร่วมจัดตั้งอนุสรณ์สถานภูพยัคฆ์ จังหวัดน่าน ดำเนินรายการโดย วัฒนชัย วินิจจะกูล เจ้าหน้าที่อุทยานการเรียนรู้

 

พิธีรำลึกสถูปและการสร้างความทรงจำในหมู่สหาย

อาจารย์อังกูร หงส์ครานุเคราะห์ กล่าวถึงการศึกษาหัวข้อ “เรื่องเล่าจากสหายรูปแบบและการปรากฏตัวของความทรงจำร่วมจากชุมนุมอดีตแนว ร่วมขบวนการคอมมิวนิสต์” ว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจรูปแบบและเงื่อนไขการเกิดขึ้นของความทรง จำ รวมทั้งสัมพันธภาพทางสังคมที่เกิดขึ้นจากการเข้าร่วมขบวนการคอมมิวนิสต์ใน อดีตของชาวบ้านในชุมชนบ้านโคกเขา ตำบลโคกมะม่วง อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยใช้งานพิธีรำลึกวีรชนประชาชนอีสานใต้หรือที่เรียกว่า งานรำลึกสถูป ที่เกิดขึ้นในช่วงวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคมของทุกปีเป็นกรณีศึกษา ทั้งนี้ได้ยังได้เข้าไปเก็บข้อมูลด้วยวิธีการทางมานุษยวิทยาด้วยการศึกษา อย่างมีส่วนร่วมและการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก

พิธีรำลึกสถูป ประกอบไปด้วยกิจกรรมงานพิธีต่างๆ ทั้งที่มีความสัมพันธ์กับขบวนการคอมมิวนิสต์ เช่น อนุสรณ์สถานหรือตัวสถูป ศาลาสหาย หินจารึกปฏิวัติและงานพิธีรำลึก และที่ไม่มีความสัมพันธ์กับขบวนการคอมมิวนิสต์ เช่น พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านอีสานใต้ งานสมโภช ศาลาหลวงปู่เกาะ งานวันเด็ก ร้านค้าต่างๆ ซึ่งทั้งส่วนที่สัมพันธ์และไม่สัมพันธ์กับขบวนการคอมมิวนิสต์นี้ ได้สร้างความทรงจำให้กับคนกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะกับผู้ที่ไม่สัมพันธ์กับขบวนการคอมมิวนิสต์มาก่อน การสร้างความทรงจำให้เกิดขึ้นผ่านอนุสรณ์สถานฯ หรือโอกาสให้ได้รับรู้ถึงเรื่องราวเกี่ยวข้องกับขบวนการคอมมิวนิสต์

ขณะเดียวกันข้อมูลจากการบอกเล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่สัมพันธ์กับขบวนการ คอมมิวนิสต์ในแต่ละช่วงเวลาได้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับบริบทปัจจุบัน ที่มีต่อการเกิดความทรงจำและส่วนของความทรงจำจากคำบอกเล่าที่มีความแตกต่าง ก็มิได้ส่งผลให้สัมพันธภาพทางสังคมเกิดความแปลกแยกขึ้นภายในหมู่บ้าน หากแต่มันกลับทำให้เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการคอมมิวนิสต์และภาพชุมชน ในอดีตปรากฏขึ้น นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างประวัติศาสตร์กับความทรงจำว่า เป็นสิ่งเชื่อมโยงให้เห็นถึงเหตุการณ์ในอดีตไม่ใช่การพิสูจน์ข้อเท็จจริง

ดังนั้นการศึกษาความทรงจำจึงไม่ได้เป็นเรื่องของการทำความเข้าใจ เหตุการณ์หนึ่งๆ เท่านั้นหากแต่ยังทำให้เกิดความเข้าใจถึงบริบททางสังคมที่มีต่อเจ้าของความ ทรงจำด้วย ดังนั้นความทรงจึงเป็นเครื่องมือในการควบคุมหรือกำหนดทิศทางให้กับคนในสังคม ปัจจุบันด้วยการสร้างความสัมพันธ์กับอดีตอีกทางหนึ่ง

 

ความทรงจำแห่ง “ถีบลงเขา เผาลงถังแดง”

จุฬารัตน์ ดำรงวิถีธรรม กล่าวถึงการศึกษาเรื่อง “การซ่อมสร้างประวัติศาสตร์และความทรงจำหลอน การศึกษากิจกรรมจากความทรงจำกรณีถังแดง” โดยพยายามวิเคราะห์ความทรงจำร่วมและความทรงจำปัจเจกของคนที่เคยมีประสบการณ์ เกี่ยวกับความเจ็บปวดในช่วงปี 2514-2516

จุฬารัตน์กล่าวว่า ช่วงเวลาดังกล่าว รัฐได้ใช้นโยบายปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เคลื่อนไหวของผู้ถูกเรียกว่าผู้ก่อการร้าย คอมมิวนิสต์ และชุมชนลำสินธุ์ อำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง ก็เป็นหนึ่งในพื้นที่ดังกล่าว

กองอำนวยการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ เป็นหน่วยงานที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อปราบปรามคอมมิวนิสต์เป็นหน่วยงานที่ถูก ตั้งขึ้นมาเพื่อปราบปรามผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ในกรณีชุมชนลำสินธุ์มีผู้ต้องสงสัยถูกเผาลงถังน้ำมันกว่า 200 คนต่อมาถูกเรียกว่ากรณีถังแดง

การจับผู้ต้องสงสัยมาเผาลงถังแดงได้สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านเป็น อันมาก ชาวบ้านชาวบ้านบางส่วนต้องหนีเข้าป่าเพื่อต่อสู้ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่ง ประเทศไทย หลังจากปี 2523 ชาวบ้านจึงเริ่มทยอยออกจากป่าและเริ่มใช้ชีวิตปกติ อย่างไรก็ตามความทรงจำในอดีตนั้นไม่ได้เลือนหายไปกับกาลเวลา แต่มันกลายเป็นฝันร้ายที่อยู่ในความทรงจำของชาวบ้านตลอดมา คำถามสำคัญคือ ชาวบ้านมีกระบวนการสร้างและจัดการกับประสบการณ์ในอดีตอย่างไร จนกลายเป็นความทรงจำทั้งของชุมชนและปัจเจก

ความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ถังแดงถูกสะท้อนออกมาในรูปลักษณ์ ของอนุสาวรีย์ที่มีชื่อว่า อนุสรณ์สถานถังแดง และถูกทำให้มีความหมายจากการตัดงานรำลึกถังแดงในเดือนเมษายนของทุกปี โดยมีการคณะกรรมการซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีตสหายภาคใต้ที่เคยเข้าป่าเป็นผู้จัด งาน

ขณะเดียวกันชาวบ้านในชุมชนลำสินธุ์ได้ก่อตั้งองค์กรชุมชนชื่อว่า เครือข่ายสินธุ์แพรทอง ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่หลายประการ เช่น เป็นผู้ร่วมก่อสร้างอนุสรณ์สถาน เข้าร่วมกิจกรรมท้องถิ่น และที่สำคัญคือการพัฒนาโครงการต่างๆของตนเอง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน โดยใช้กรณีถังแดงเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นบทเรียนสำคัญในการทำงานด้านต่างๆ ของเครือข่ายฯ

จุฬารัตน์กล่าวต่อว่า การศึกษาความทรงจำเกี่ยวกับถังแดงใช้วิธีสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม การสัมภาษณ์ชาวบ้านที่เกี่ยวข้อง และจากบันทึกต่างๆ ซึ่งจากการศึกษาพบว่าประวัติศาสตร์ความทรงจำเกี่ยวกับถังแดงทั้งในระดับ ชุมชนและส่วนบุคคล ประวัติศาสตร์จึงไม่ได้มีเพียงมิติเดียว แต่มีมิติจากหลายแง่มุม ยิ่งไปกว่านั้นการศึกษานี้อธิบายว่าเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ถูกตีความและ จัดการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายบางอย่างได้อย่างไร การศึกษานี้จึงชี้ให้เห็นวิธีที่ความทรงจำถูกนำมาใช้ ผ่านเรื่องเล่าของชุมชนและปัจเจก นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นวิธีที่ความทรงจำสัมพันธ์กับอดีตและสร้างความหมายให้ กับปัจจุบัน

 

 

พิพิธภัณฑ์ที่ ‘สหาย’ ไม่ได้สร้าง และ ‘ราชการ’ เพิกเฉย

สมประสงค์ มั่งคะนะ ผู้อำนวยการโรงเรียนอุ้งผางวิทยาคม กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์อุ้งผางสร้าง ที่ จ.ตาก เกิดขึ้นเพราะต้องการให้คนในพื้นที่เรียนรู้ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของ ประชาชนและเห็นว่าเรื่องราวของอุ้งผางนี่น้อยคนมากที่จะเข้าไปถึงหรือรับรู้ ได้ อุ้งผางอยู่ในเขตงาน 401 ที่พี่น้องประชาชนเข้าไปตั้งกองกำลัง การสร้างพิพิธภัณฑ์สงครามประชาชนนั้นสร้างจากทุนทรัพย์ส่วนตัวทั้งหมด ทั้งตัวอาคารและสิ่งของทั้งหมดที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ นอกจากนั้นการสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็ไม่ได้เกิดจากความร่วมมือของอดีตสหาย หรือคนในพื้นที่แต่อย่างใด แต่สร้างขึ้นเพราะต้องการให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้เท่านั้น แม้ว่าการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนหรือนักเรียนส่วนใหญ่ในแถบนั้น เขาจะไม่ต้องการทราบประวัติศาสตร์หรือไม่ต้องการเรียนรู้การต่อสู้ของ ประชาชนแล้วก็ตาม

หลายครั้งที่ถูกทางการกล่าวหาสั่นคลอนความมั่นคงของรัฐด้วยการมีอาวุธ สงครามไว้ในครอบครอง ซึ่งอาวุธสงครามที่ทางการกล่าวหานั้นเป็นเพียงอาวุธปืนและลูกระเบิดที่ไม่ สามารถใช้งานได้แล้ว ที่เคยเป็นของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมาก่อน ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วกลับมองว่าสิ่งของเหล่านี้ควรมีไว้เพื่อให้ประชาชนได้ เรียนรู้ ในพิพิธภัณฑ์ได้รวบรวมตำราแพทย์ขนาดเล็กที่ได้มาจากครอบครัวชาวลั๊วะครอบ ครัวหนึ่งในพื้นที่ และบันทึกต่างๆของสหาย นอกจากนั้นยังรวบรวมเครื่องมือแพทย์ เช่น หลอดแก้ว ขวดยา เข็มฉีดยา และอื่นๆ อีกมากมายที่ตนเอาออกมาจากถ้ำในพื้นที่ เนื่องจากนักเรียนในโรงเรียนที่ตนเองสอนอยู่นั้นไปพบเข้าจึงมาแจ้ง และการแจ้งข่าวของนักเรียนก็ตรงกับข้อมูลที่ตนเองค้นคว้าด้วยเช่นกัน เมื่อไม่นานมานี้นายอำเภอเคยกล่าวถึงการสร้างพิพิธภัณฑ์กับตน แต่ก็เงียบหายไปและพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เหมือนจะถูกปิดหลายครั้งแล้ว ดังนั้นจึงเป็นกังวลเป็นอันมากว่าตนจะเกษียณใน 5 ปีข้างหน้า พิพิธภัณฑ์จะเป็นยังไงต่อไป

 

ภัณฑารักษ์สวน ‘เปรม’ กับงานสร้างอนุสรณ์สถาน ‘คอมฯ’

บุษกร จีนะเจริญ ภัณฑารักษ์สวนประวัติศาสตร์พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา ผู้ร่วมจัดตั้งอนุสรณ์สถานภูพยัคฆ์ จังหวัดน่าน กล่าวว่า อนุสรณ์สถานภูพยัคฆ์ จ.น่าน นั้นเกิดจากการปรึกษาหารือของคณะกรรมการที่เป็นอดีตสหายที่เคยเข้าป่า ที่มีมติสร้างอนุสรณ์สถาน นอกจากการเป็นอนุสรณ์สถานแล้วยังเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ความรู้ไปในตัวด้วย สาเหตุที่สร้างอนุสรณ์สถานภูพยัคฆ์ขึ้นมาเนื่องจากเมื่อก่อนภูพยัคฆ์เป็นแดง ซ้ายเข้มและเคยเป็นฐานที่มั่นของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยด้วย อาจกล่าวได้ว่าเป็นเหมือนเมืองอีกเมืองหนึ่งที่อยู่นอกเขตปกครองของรัฐไทย นอกจากนั้นยังพื้นที่แห่งความผูกพันของสหายในเมืองที่เข้าไปและพี่น้องใน พื้นที่ด้วย ซึ่งยังคงมีสายใยต่อกันอยู่จึงก่อให้ก่อเกิดแนวคิดที่จะสร้างอนุสรณ์สถาน ขึ้น

นอกจากนั้นความมันคงในหน้าที่การงานและชีวิตของอดีตสหายก็เป็นปัจจัย หนึ่งที่ทำให้กลับไปรำลึกถึงที่ที่เคยอยู่และร่วมกันต่อสู้ ซึ่งการก่อสร้างอนุสรณ์นั้นเริ่มขึ้นในปี 2548 แต่ในความเป็นจริงมีการปรึกษาหารือกันอยู่ก่อนหน้านั้นนานแล้ว นอกจากสหายในเมืองแล้วสิ่งของต่างๆ ที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ยังมาจากสหายในพื้นที่และพี่น้องชาติพันธุ์ที่ร่วมกัน บริจาคมา ซึ่งล้วนแต่เป็นของใช้ที่ใช้ในฐานที่มั่นทั้งสิ้น

http://www.prachatai.com/journal/2009/12/27169

--
twitter
mondayblog /senateblog
tuesdayblog/designblog
wednesdayblog/senateblog
thursdayblog/blog1951/sunnews9
fridayblog/9fridayblog
saturdayblog /kratongblog
sundayblog /chun1951
http://www.sahavicha.com
http://teetwo.blogspot.com/2008/04/1_28.html

วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552

How to Find Anything Online: Become an Internet Research Expert | Webdesigner Depot

How to Find Anything Online: Become an Internet Research Expert | Webdesigner Depot

http://www.webdesignerdepot.com/2009/12/how-to-find-anything-online-become-an-internet-research-expert/

card.ly l นามบัตรออนไลน์ คลิกได้ อินเทรนด์

card.ly l นามบัตรออนไลน์ คลิกได้ อินเทรนด์
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 พฤศจิกายน 2552 14:03 น.
       

       ปัจจุบัน ในต่างประเทศ การที่แผนกบุคคลจะรับใครคนใดเข้ามาทำงาน ไม่เพียงแต่สกรีนจากประวัติส่วนตัวที่ส่งใส่ซองมายังบริษัทเท่านั้น อีกขั้นตอนที่เขามักจะทำกันก่อนเรียกสัมภาษณ์ตัวต่อตัวก็คือ การเข้าเว็บไซต์เครือข่ายทางสังคม (Social Networking Sites) ต่างๆ แล้วดูว่าบุคคลนั้นใช้ชีวิตอย่างไรในโลกไซเบอร์ เพราะส่วนนี้เองที่จะเป็นการบอกเนื้อแท้ อุปนิสัย และความสามารถของแต่ละคนได้จริงๆ
       
       นั่นก็เพราะ ข้อมูลทั้งหมดที่พวกเขาอัปโหลด (อาทิ รูปภาพ วิดีโอ) เขียนระบาย (ผ่าน บล็อก ทวิตเตอร์) แสดงความเห็น (ผ่านช่องแสดงความเห็นในเว็บดังๆ) ฯลฯ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยการเคาะนิ้วผ่านแป้นพิมพ์ด้วยตัวเองแทบทั้งสิ้น
       
       ดัง นั้น การสร้างตัวตนออนไลน์ ที่น่าเชื่อถือ จริงใจ และเปิดเผย (เฉพาะข้อมูลที่ตนอยากเปิดเผย) ก็เป็นโอกาสสำคัญที่จะนำมาซึ่งโอกาสอื่นๆ อีกมากมายไม่รู้จบ เราจึงอยากแนะนำเว็บไซต์ดีๆ ที่จะเป็นปฐมบทของการสร้างตัวตนออนไลน์ที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์สำหรับการ สร้างความสัมพันธ์ในโลกไซเบอร์ให้กับคุณ
       
       card.ly คือ เว็บไซต์ให้บริการนามบัตรออนไลน์ นาม บัตรนี้สร้างและใช้สำหรับโลกออนไลน์โดยเฉพาะ ซึ่งคุณสามารถมีพื้นที่สำหรับแสดงชื่อ ช่องทางการติดต่อ และลิงก์ไปยังเว็บสื่อสังคมต่างๆ ที่คุณเป็นสมาชิกอยู่ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ผู้อื่นมาอัปเดตเรื่องราวเกี่ยวกับตัวคุณได้ทันทีที่พวกเขาเข้า สู่อินเทอร์เน็ต หรืออาจเรียกง่ายๆ ว่าเป็นศูนย์กลางของการรวบรวมตัวตนบนโลกออนไลน์ของคุณไว้ ณ จุดๆ เดียว
       
       
       
       หากคุณไม่ต้องการฟีเจอร์ที่หวือหวามากนัก การสมัครสมาชิกแบบฟรีๆ ที่ card.ly ก็น่าจะเพียงพอต่อการใช้มันเป็นนามบัตรออนไลน์ที่ทรงประสิทธิภาพได้ ทั้งดีไซน์ที่สวย และลิงก์สั้นๆ ที่เป็นชื่อของคุณเองสำหรับให้ใครก็ได้มาเยี่ยมชมโดยสะดวก
       
       แต่ถ้าใครมีความต้องการที่จะมีสิทธิพิเศษอื่นๆ อาทิ เลือกพื้นหลังของนามบัตรได้สวยงามและมีให้เลือกมากกว่าเดิม ไม่มีโฆษณา ดูสถิติการเข้ามาเยี่ยมชมนามบัตรออนไลน์นี้ได้ การดึงข้อมูลจากเว็บไซต์มาแสดงในนามบัตรมากกว่า 4 เว็บ รวมถึงการใช้ชื่อที่อยู่เว็บไซต์ของตัวเองเพื่อลิงก์มายังนามบัตรนี้ได้โดย ตรง ก็จะต้องอัปเกรดบัญชีแบบจ่ายรายเดือน (105 บาท/เดือน) หรือรายปี (875 บาท/ปี)
       
       วิดีโอสาธิตการใช้งานการสร้างนามบัตรออนไลน์ด้วย card.ly
       
       
       
       
       
       เริ่มต้นสร้างนามบัตรออนไลน์ที่คลิกได้ด้วย card.ly กันเลย
       
       1. สมัครสมาชิก (เร็ว และ ฟรี) ที่นี่
       
       2. ที่เว็บไซต์จะมีแถบเมนูด้านบนแสดงขั้นตอนต่างๆ ทั้ง 6 ขั้นตอน ได้แก่
       
       1. Social Networks: ใส่ ลิงก์เว็บไซต์เครือข่ายทางสังคมออนไลน์ที่คุณเป็นสมาชิกอยู่ และกรอกชื่อผู้ใช้ของแต่ละเว็บ โดยสามารถตรวจสอบชื่อผู้ใช้ได้โดยการกดปุ่ม "check URL" ถ้าระบบตรวจสอบแล้วถูกต้องก็กดเครื่องหมาย + สีเขียวเพื่อเพิ่มทีละเว็บได้เลย
       
       
       
       ข้อมูลส่วนนี้จะปรากฎบนนามบัตรออนไลน์ เอาไว้ให้เป็นลิงก์เข้าไปยังแต่ละเว็บไซต์ต่างๆ ได้อีกทอดหนึ่ง นอกจากนี้ยังจะดึงข้อมูลล่าสุดที่คุณใส่ไว้ในแต่ละเว็บไซต์มาแสดงผลในนาม บัตรออนไลน์ได้อีกด้วย
       
       แต่ถ้าเว็บใดๆ ที่คุณไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูลล่า สุดที่โพสต์ในนามบัตรออนไลน์แห่งนี้ ก็ให้กดปุ่มของ RSS Feed (สีส้มๆ) อีกครั้งจะกลายเป็นปุ่มสีเทา แปลว่ายกเลิกการดึงข้อมูลจากเว็บเหล่านั้นมาแสดงที่นามบัตรออนไลน์แล้ว
       
       
       
       นอกจากนี้แล้ว คุณยังสามารถเรียงลำดับชื่อเว็บต่างๆ ได้โดยการลากและวางสลับตำแหน่งของการแสดงผลข้อมูลได้อีกด้วย
       
       2. Personal Detail: ใส่รายละเอียดประวัติส่วนตัว
       
       
       
       คุณสามารถเลือกได้เองว่าจะใส่ข้อมูล หรือไม่ใส่ข้อมูลส่วนใดบ้าง อันได้แก่ ใส่รูปประจำตัว ชื่อ วันเกิด ที่อยู่ เว็บไซต์ส่วนตัว ช่องทางการติดต่อ และคำอธิบายสั้นๆ ที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณ (สามารถใส่ภาษาไทยได้) ซึ่งส่วนที่เขียนว่า "About Yourself" เป็นส่วนเดียวที่เราแนะนำให้ใส่ข้อมูลเป็นภาษาไทย เพราะส่วนอื่นๆ ยังมีปัญหาเรื่องการแสดงผลเป็นภาษาไทย จึงอยากให้ใช้ภาษาอังกฤษแทน
       
       นอกจากนี้ ยังใส่ลิงก์ RSS Feed ที่มีอยู่ในบล็อกของคุณเพื่อที่จะแสดงข้อมูลล่าสุดที่คุณโพสต์ในบล็อกให้คน อื่นติดตามอ่านบนนามบัตรออนไลน์แห่งนี้ด้วย
       
       เมื่อทำนามบัตรเสร็จแล้ว ตรงพื้นที่ส่วนนี้จะมีกดปุ่ม "Download vCard" ปรากฎขึ้น เพื่อให้ใครที่สนใจประวัติของคุณก็สามารถดาวน์โหลดรายละเอียดนี้ไปบันทึกไว้ ใน vCard หรือโปรแกรมสร้างฐานข้อมูลรายชื่อผู้ติดต่อที่หลายบริษัทมักจะใช้กันอยู่ โดยเรียกดูรายชื่อของแต่ละคนผ่านโปรแกรมเอ้าท์ลุคส์ได้เลย
       
       3. Design: เลือกหน้าตาดีไซน์ของนามบัตรที่ตนต้องการ เมื่อคนเข้ามาดูนามบัตรออนไลน์ของเราที่ที่อยู่เว็บ ตัวอย่าง http://card.ly/cbizreview ก็จะเห็นหน้าตาเว็บที่คุณเลือกไว้ในขั้นตอนนี้ทันที
       
       
       
       4. Share: ถึงขั้นตอนนี้ก็แปลว่าคุณได้สร้างนามบัตรออนไลน์เสร็จแล้ว จากนั้นก็สามารถโปรโมตให้คนแวะเข้ามาเยี่ยมชมได้ผ่านทางทวิตเตอร์ สังเกตว่าชื่อที่อยู่ของเว็บไซต์ ก็จะเป็นชื่อเดียวกับชื่อผู้ใช้ (username) ที่คุณได้สมัครไว้ในตอนต้นนั่นเอง
       
       
       
       5. Embed: นำนามบัตรไปติดไว้ที่บล็อก หรือเว็บไซต์ที่ตนต้องการ
       
       
       
       
       
       ตัวอย่าง การนำโค้ดของนามบัตรมาแปะไว้ที่เว็บไซต์ (เนื่องจากเป็นการทดลองใช้ หลายลิงก์อาจจะใช้งานได้ไม่สมบูรณ์ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย)
       
       6. Peemium: หากต้องการอัปเกรดบัญชีโดยการชำระเงิน เพื่อแลกกับบริการอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นได้
       
       ถึงตอนนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าที่อยู่เว็บที่คุณได้จากการสร้างนามบัตร ออนไลน์ด้วย card.ly เหมาะจะเอาไปใช้ที่ไหน คำตอบก็คือ ใช้กรอกในช่องที่เขียนว่า "เว็บไซต์ส่วนตัว" อาทิ ส่วนของ bio ในทวิตเตอร์ เพราะเมื่อผู้คนคลิกเข้าไปแล้ว ก็จะสามารถอ่านและลิงก์ต่อไปยังเว็บไซต์ต่างๆ ที่คุณใช้งานอยู่เป็นประจำได้ ทำให้พวกเขารู้จักคุณ ที่เป็นตัวคุณจริงๆ และรู้จักอย่างรอบด้านมากที่สุดนั่นเอง
       
       
       
       ข้อดี
       
       1. มีนามบัตรออนไลน์ของตัวเองได้ง่าย ไว มีดีไซน์พื้นหลังของเว็บให้เลือกมากมาย ที่สำคัญฟรี
       2. สามารถมีที่อยู่เว็บส่วนตัวของแต่ละบามบัตร ที่สั้นและจำได้ง่าย
       
       ข้อเสีย
       
       1. ไม่รองรับกับการเปิดชมบนโทรศัพท์มือถือ
       2. การใส่ข้อมูลและแสดงผลเป็นภาษาไทยยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ โดยเฉพาะจุดสำคัญอย่างประวัติส่วนตัว แต่การดึงข้อมูลจากบล็อก หรือเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่เขียนเนื้อหาเป็นภาษาไทย เข้ามาแสดงยังนามบัตรออนไลน์ในรูปแบบของ RSS Feed กลับไม่มีปัญหาเรื่องการแสดงผลภาษาไทยเลย
       
       เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับ Card.ly
       

       
ทีม ผู้สร้างเว็บทั้ง 3 คน เห็นว่าโลกของเรายังขาดบริการดีๆ ง่าย และฟรี ที่ให้สำหรับสร้างและออกแบบหน้าเว็บที่บอกความเป็นตัวเอง ทั้งยังให้ผู้อื่นติดตามความเคลื่อนไหวของเราได้ตลอดเวลา จึงได้ลงมือสร้างขึ้นมาเอง โดยก่อนจะได้ชื่อ card.ly พวกเขาได้วนเวียนกับชื่อ profileist.com ซึ่งเขียนผิดแกรมม่า ที่ถูกต้องเป็น profilist.com แต่ก็มีคนใช้ไปแล้ว ส่วนชื่อ uxCard.com ที่จดจำยาก จนในที่สุดก็ได้มาเป็น card.ly ซึ่งก็หวังว่าจะฮิตเหมือน bit.ly บริการย่อที่อยู่เว็บไซต์ที่นิยมมากที่สุดในทวิตเตอร์ขณะนี้
http://www.manager.co.th/CBizReview/ViewNews.aspx?NewsID=9520000136965

--
twitter
mondayblog /senateblog
tuesdayblog/designblog
wednesdayblog/senateblog
thursdayblog/blog1951/sunnews9
fridayblog/9fridayblog
saturdayblog /kratongblog
sundayblog /chun1951
http://www.sahavicha.com
http://teetwo.blogspot.com/2008/04/1_28.html

Digsby l เช็กทุกเมลกระจุย แชตทุก IM กระจาย

 
Digsby l เช็กทุกเมลกระจุย แชตทุก IM กระจาย
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 ธันวาคม 2551 17:03 น.

Digsby คือ โปรแกรมที่ทำตัวเป็นศูนย์รวมของโปรแกรมสนทนาแบบทันที (Instant Message Program หรือ IM) อาทิ MSN, Google Talk, Yahoo! Messenger, ศูนย์รวมอีเมล (hotmail, yahoo!mail, Gmail, เมลบริษัท) และศูนย์รวมความเคลื่อนไหวของเพื่อนในเว็บไซต์เครือข่ายทางสังคมออนไลน์ชื่อ ดัง (Facebook,MySpace,Twitter) เรียกได้ว่าเปิดโปรแกรมเดียวก็สามารถควบคุมชีวิตบนโลกออนไลน์ของคุณได้อยู่ หมัด!

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
หน้าโฮมเพจของ Digsby.com

หน้าต่างที่แสดงขึ้นมาระหว่างการลงโปรแกรม ซึ่งสังเกตให้ดีว่าจะมีการเสนอให้ลงโปรแกรมอื่นพ่วงมาด้วย ถ้าไม่ต้องการให้กดปุ่ม decline

ตัวอย่างหน้าต่างของการสนทนาด้วยโปรแกรม Digsby จะเห็นว่ามีสัญลักษณ์ของทุกโปรแกรมสนทนาและอีเมลมาอยู่รวมกันในหน้าต่างเดียว

หน้า จอขณะที่ Digsby ทำงาน สามารถส่งอีเมลได้จากหน้าต่างแชต และเช็คความเคลื่อนไหวของอีเมลทั้งหมดได้ รวมถึงการแจ้งเตือนเมื่อมีอีเมลใหม่เข้ามาด้วย

ตัวอย่างแสดงการรวมรายชื่อเพื่อนที่อยู่ต่างโปรแกรมสนทนา เพื่อนำไว้ภายใต้รายชื่อเดียวกัน สะดวกในการเรียกใช้ต่อไป

จุดเด่นที่สำคัญของ Digsby คือ การเปลี่ยนแปลงสีสันของหน้าต่างสนทนาได้ ซึ่งผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดลวดลายใหม่ๆ ได้ตามต้องการ

จุดเด่นที่สำคัญของ Digsby คือ การเปลี่ยนแปลงสีสันของหน้าต่างสนทนาได้ ซึ่งผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดลวดลายใหม่ๆ ได้ตามต้องการ

ผู้ที่เป็นเจ้าของบล็อกสามารถนำวิดจิทของ Digsby ไปติดที่บล็อกของตัวเองได้ เพื่อให้ผู้ที่อ่านเข้ามาแชตกับคุณแบบเรียลไทม์

เครื่องมือสื่อสารติดปลายนิ้วที่ชาวออฟฟิศฮิตกันรองลงมาจากอีเมลก็เห็นจะหนีไม่พ้น "โปรแกรมสนทนาแบบทันที (Instant Messaging Program หรือ IM)" ซึ่งโปรแกรมยอดนิยมสำหรับคนไทยก็คือ MSN รั้งตำแหน่งเจ้าตลาด
       
       แต่อย่างไรก็ดียังมีผู้ให้บริการอีกหลายรายที่ยังมีผู้ใช้ชาวไทยหลายคนยังสนใจใช้งานอยู่ อาทิ Yahoo Messenger, Google Talk, รวมถึงโปรแกรมสุดคลาสสิกอย่าง ICQ ด้วย
       
       นอกจากนี้แล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าหลายท่านย่อมจะมีอีเมลมากกว่า 1 เมลอย่างแน่นอน ทั้งอีเมลยอดฮิตอย่าง Hotmail, YahooMail, Gmail เมลของไทย หรือเมลบริษัท ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่หลายเมลอาจจะตกหล่น หรือถูกหลงลืมไปบ้าง
       
       ดังนั้นคงจะเป็นการดีมากๆ ถ้าชีวิตดิจิตอลของเราทั้งหมดนี้ได้ถูกรวมไว้อยู่ในโปรแกรมๆ เดียว! ทำให้เราได้แชตกับเพื่อนๆ ที่อยู่ในทุกโปรแกรมสนทนาแบบทันทีพร้อมๆ กัน อีกทั้งยังได้รับการเตือนเวลามีอีเมลใหม่ๆ เข้ามาจากทุกผู้ให้บริการ และความต้องการทั้งหมดนี้ตอบได้ด้วย Digsby
       
       Digsby คือ โปรแกรมที่ทำตัวเป็น "ศูนย์รวม" ของโปรแกรมสนทนาแบบทันที  (Instant Message Program หรือ IM) อาทิ MSN, Google Talk, Yahoo! Messenger, ศูนย์รวมอีเมล (hotmail, yahoo!mail, Gmail, เมลบริษัท) และศูนย์รวมความเคลื่อนไหวของเพื่อนในเว็บไซต์เครือข่ายทางสังคมออนไลน์ชื่อดัง (Facebook,MySpace,Twitter) เรียกได้ว่าเปิดโปรแกรมเดียวก็สามารถควบคุมชีวิตบนโลกออนไลน์ของคุณได้อยู่หมัด!
       
       ก่อนอื่นต้องแจ้งให้ผู้อ่านทราบว่า Digsby ไม่ได้เป็นโปรแกรมน้องใหม่ในวงการโปรแกรมสนทนาแบบทันที แต่ที่คนไทยยังไม่ได้ใช้กันก็เนื่องจากว่ายังไม่รองรับภาษาไทยในระยะแรก ผู้เขียน (และผู้ใช้งาน Digsby ที่เป็นคนไทยท่านอื่นๆ ) จึงได้อีเมลไปแจ้งกับทางเว็บ และเมื่อสัปดาห์ก่อนคุณสตีฟ ซีอีโอ ซึ่งเป็นผู้ตอบอีเมลผู้เขียนเอง ก็ได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ โดยทาง Digsby ได้ปรับปรุงบริการจนสามารถแชตเป็นภาษาไทยได้สมบูรณ์ 100% และจึงมาสู่การรีวิวโปรแกรมนี้ในที่สุด
       
       Digsby ทำอะไรได้บ้าง?
       
       * "เช็กเมล" ทุกเมล จาก Gmail, Hotmail, Yahoo Mail, AOL/AIM Mail, IMAP, and POP (อีเมลของบริษัท) ได้พร้อมกัน
       
       * "แชตกับเพื่อนทุกคน" ที่ ใช้โปรแกรมสนทนาแบบทันทีของ  AIM, Windows Live Messenger, Yahoo Messenger, Google Talk, Facebook Chat, ICQ, และ Jabber ได้พร้อมกัน
       
       * "แชตและรู้ความเคลื่อนไหวของเพื่อน" ที่ใช้บริการเว็บไซต์เครือข่ายทางสังคมออนไลน์อย่าง MySpace, Facebook, Twitter, LinkedIN ได้พร้อมกัน
       
       Digsby เด่นที่ไหน?
       
       * การปรับเปลี่ยนสีสันหน้าตาโปรแกรม รวมไปจนถึงรายละเอียดของหน้าต่างสนทนาได้
       
       * รับส่งไฟล์ได้จากเพื่อนที่อยู่ในทุกโปรแกรมสนทนา
       
       * ส่งอีเมลหาเพื่อนได้ทันทีที่หน้าต่างแชตของแต่ละคน ไม่ต้องเข้าสู่ระบบของแต่ละอีเมลอีกครั้งหนึ่ง
       
       * สนทนาแบบเห็นภาพพร้อมเสียงได้
       
       * เปลี่ยนชื่อเพื่อนทุกคน เป็นชื่อที่เราจดจำเองได้
       
       * รวมทุกโปรแกรมไว้ภายใต้ชื่อเดียว ในกรณีที่เพื่อนคนหนึ่งของคุณมีการใช้โปรแกรมสนทนาหลายอย่าง คุณสามารถรวมรายชื่อเขาไปไว้ภายในรายชื่อเดียว ภายใต้โปรแกรมสนทนาอันเดียวได้ เพื่อลดความซับซ้อน และเพิ่มความสะดวกในการเรียกแชตครั้งต่อไป โดยการลากรายชื่อเพื่อนมาวางรวมไว้ในส่วนโปรแกรมสนทนาที่ต้องการและตั้งชื่อ ใหม่
       
       * รวมหน้าต่างแชตจากเพื่อนทุกคนไว้ในหน้าต่างเดียว
       
       ดูวิดีโอสาธิตการใช้งาน Digsby ได้ที่นี่
       
       
       
       
       
       วิธีการใช้งาน Digsby
       
       1. สมัครสมาชิกเว็บ Digsby ก่อนฟรีที่นี่
       
       2. โหลดโปรแกรม Digsby ลงเครื่องคอมพิวเตอร์ > เลือกระบบปฎิบัติการของคอมพิวเตอร์ที่คุณใช้อยู่ เช่น วินโดวส์ เป็นต้น (อ่านวิธีการติดตั้งโปรแกรมอย่างละเอียดได้ที่นี่)
       
       หมายเหตุ ระหว่างการติดตั้งจะมีการแถมโปรแกรมอื่น 2-3 โปรแกรมมาให้ท่านทดลองใช้ด้วย หากไม่ต้องการให้กด Decline
       
       3. เข้าสู่ระบบโดยใช้ชื่อบัญชีที่ได้สมัครไว้กับ Digsby ในขั้นตอนแรก
       
       4. เพิ่มข้อมูลต่างๆ ลงไปให้กับ Digsby โดยการเข้าสู่ระบบอีเมล โปรแกรมสนทนาแบบทันที และ เว็บไซต์เครือข่ายทางสังคมแบบออนไลน์ที่ระบบรองรับ ซึ่งใช้ชื่อบัญชี และรหัสผ่านของแต่ละบริการเดิมได้เลย โดยเข้าไปที่ Tools > Preferences (หรือ Ctrl+P)
       
       เทคนิคที่ควรรู้เกี่ยวกับการใช้งาน Digsby
       
       * วิธีลบบันทึกประวัติการสนทนา (Chat History) ไปที่ My Documents > แฟ้ม Digsby Logs ให้คุณลบแฟ้มนี้ออกไปได้เลย
       
       * คุณสามารถเอาหน้าต่างแชตของ Digsby ไปติดที่บล็อกในรูปแบบของวิดจิท (Widget) ได้ อ่านรายละเอียดขั้นตอนการใช้งานที่นี่  http://widget.digsby.com
       
       * เร็วๆ นี้ทาง Digsby จะเพิ่มบริการของ Hi5 เข้าไปในเครือข่ายทางสังคมออนไลน์ด้วย
       
       ข้อดี
       
       * รองรับภาษาไทย อ่าน/พิมพ์ ได้สมบูรณ์
       
       * เปลี่ยนชื่อเพื่อนเองได้ โดยคลิกขวาที่ชื่อเพื่อน จากนั้นไปที่ Digsby > Rename
       
       * ดาวน์โหลดธีมของหน้าต่าง Digsby หน้าต่างขณะสนทนา และ อีโมติคอนต่างๆ  ได้เพิ่มที่นี่
       
       * คุยแบบเห็นภาพและเสียงได้ แต่ใช้โปรแกรมของ Tokbox มาเป็นตัวช่วย
       
       * มีระบบการอัปเดตโปรแกรมให้อัตโนมัติ ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อตอนเปิดโปรแกรม
       
       ข้อเสีย
       
       * ค้นหารายชื่อไม่ได้
       
       * แสดงอีโมติคอนที่ไม่ได้เป็นมาตรฐานไม่ได้
       
       * ไม่มีระบบสั่นหน้าจอ (nudge)
       
       * การรับ-ส่งไฟล์ยังพบปัญหาการส่งไฟล์ไม่ผ่านในบางครั้ง จึงควรส่งทีละไฟล์
       
       * การส่งอีเมลยังแนบไฟล์ไม่ได้
       
       เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับ Digsby
       
       บริการนี้ผลิตโดย บริษัท dotSyntax ในสหรัฐอเมริกา หลังจากเปิดตัวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ก็ขึ้นแท่นโปรแกรมสนทนาแบบทันทีที่มีหลายสิบล้านคนทั่วโลก หลายคนอาจจะสงสัยถึงวิธีการหารายได้ของ Digsby นั่นก็คือการพ่วงบริการอื่นๆ เข้าไปในระหว่างการลงโปรแกรม เช่น โปรแกรมจำกัดไฟล์ไม่ใช้ หรือทูลบาร์ต่างๆ ซึ่งผู้ใช้จะเลือกลงหรือไม่ก็ได้
       
       สรุป
       
       ถึงแม้ Digsby จะต้องการให้คุณลงโปรแกรม (และตอนลงก็ค่อนข้างช้า) แต่ก็เชื่อว่าเมื่อคุณได้ลองเล่น Digsby แล้วก็จะพบว่าตัวคุณได้อัปเดทกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวอยู่ตลอดเวลาทั้งเมล แชต และความเคลื่อนไหวของเพื่อน
       
       ตลอด 8 ชั่วโมงเต็มของการทำงานผู้เขียนเชื่อว่า Digsby จะช่วยจัดการให้ตลอดวันของคุณราบรื่นได้อย่างแน่นอน

http://www.manager.co.th/CBizReview/ViewNews.aspx?NewsID=9510000151881


--
http://www.pridiinstitute.com
http://twitter.com/sweetblog
http://twitter.com/oknewsblog
http://twitter.com/okblogger
http://twitter.com/sat191
http://www.pacc.go.th/
http://twitter.com/okblogchan
http://twitter.com/sun1951
http://twitter.com/smeblogger
http://twitter.com/seminarblog
http://twitter.com/sunnewsblog
http://twitter.com/okworldblog
http://twitter.com/ktblogger

Alternativeto l เปิดคลังซอฟต์แวร์ทางเลือก ใช้ฟรีทั้งบนคอม และมือถือ

CyberBiz - Manager Online
Alternativeto l เปิดคลังซอฟต์แวร์ทางเลือก ใช้ฟรีทั้งบนคอม และมือถือ
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 พฤศจิกายน 2552 13:36 น.
Alternativeto คือ เว็บไซต์ที่รวบรวมเอารายชื่อซอฟท์แวร์ทางเลือกที่ เปิดให้ใช้ได้ฟรีไม่มีลิขสิทธิ์


ขณะนี้กระแสการบุกจับซอฟต์แวร์เถื่อนในบริษัทดังทำให้หลายออฟฟิศ สะเทือนขวัญ นอกจากต้องเสียค่าปรับในราคาที่สูงกว่าค่าซื้อซอฟต์แวร์แล้ว ยังทำให้บริษัทเสียชื่อเสียงอีกด้วย และความจริงที่พบก็คือ ซอฟต์แวร์ที่คนส่วนใหญ่ใช้กันนั้นก็มักจะเป็นโปรแกรมสามัญประจำเครื่อง อาทิ โปรแกรมพิมพ์เอกสาร สร้างพรีเซ็นต์เทชัน ตัดต่อภาพ ส่วนน้อยมากที่จะใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะด้าน
ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์อย่างถูกต้องและได้ผลชะงัด จำเป็นจะต้องเริ่มที่ "ผู้ใช้ คอมพิวเตอร์ (Users)"

ซึ่งผู้ใช้มีความจำเป็นจะต้องทำความรู้จักและปรับตัวให้เข้ากับ "ซอฟต์แวร์ทางเลือก (Open Source Alternative Software)" หรืออีกชื่อหนึ่งคือซอฟต์แวร์เสรี ซึ่งหมายรวมถึงโปรแกรมที่สามารถดาวน์โหลดมาติดตั้งลงบนคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ งานได้ฟรีๆ ไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ใดๆ และที่สำคัญ มีหน้าตาและความสามารถในการใช้งานไม่ต่างไปจากโปรแกรมมีลิขสิทธิ์เท่าใดนัก

แต่ปัญหาคือ ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไปไม่ทราบว่า โปรแกรมฟรีๆ และดีๆ ที่จะมาแทนที่โปรแกรมประจำที่ตัวเองใช้อยู่ "คืออะไร?" และ "หาดาวน์โหลดได้ที่ไหนบ้าง" ที่สำคัญ "เราจะรู้ได้อย่างไรว่ามันดี?"

ฉะนั้นจึงถือเป็นข่าวดีสำหรับทุกคนที่มาอ่านบทความนี้ เพราะเราจะพาคุณมาเปิดคลังซอฟต์แวร์ทางเลือกที่ใช้ได้ทั้งบนเครื่อง คอมพิวเตอร์ทุกระบบ และบนมือถือสมาร์ทโฟนสารพัดรุ่น

Alternativeto คือ เว็บไซต์ที่รวบรวมเอารายชื่อซอฟต์แวร์ทางเลือกที่เปิดให้ใช้ได้ฟรีไม่มีลิขสิทธิ์ ที่มีความสามารถพอๆ กับซอฟต์แวร์ที่ต้องเสียเงินมาแนะนำให้คุณได้รู้จักและทดลองใช้ โดยมีการแบ่งหมวดหมู่ไว้อย่างชัดเจน ค้นหาง่าย ทั้งยังรองรับกับเครื่องคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือทุกระบบปฏิบัติการอีกด้วย นอกจากนี้สมาชิกเว็บไซต์ทุกคนเป็นพลังสำคัญที่จะแนะนำ ติชม และโหวตให้กับซอฟต์แวร์ที่ตัวเองใช้แล้วว่าดี เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้ท่านอื่นด้วย



ดูวิดีโอสาธิตการใช้งานเว็บ Alternativeto ได้ที่นี่





หากคุณเป็นแฟนประจำคอลัมน์ Webware ของ CBiZ Review จะต้องจำได้ว่าก่อนหน้านี้เราได้แนะนำให้คุณรู้จักกับ Ninite l โหลดฟรีแพกเกจโปรแกรมสามัญประจำเครื่องไปแล้ว แต่จุดที่แตกต่างสำคัญระหว่าง Ninite และ Alternativeto ก็คือ เว็บไซต์หลังจะไม่ได้มีตัวโปรแกรมให้คุณโหลดในเว็บ แต่กลับจะให้เป็นลิงก์ไปยังเว็บของผู้ผลิตซอฟต์แวร์นั้นๆ แทน และยังเพิ่มหมวดสำหรับรวมฮิตแอปพลิเคชันเด็ดๆ บนมือถือสมาร์ทโฟนอีกด้วย จึงอยากเรียกได้ว่า Alternativeto คือภาคต่อของ Ninite เพื่อคนรักซอฟต์แวร์โดยเฉพาะ!

พาทัวร์เว็บ Alternativeto

นอกเหนือจากความสามารถในการโหวต แสดงความเห็นกับโปรแกรมต่างๆ ในเว็บแล้ว สมาชิกเว็บไซต์สามารถเขียนแนะนำโปรแกรมที่คุณเห็นว่าดีให้กับสมาชิกท่านอื่น ได้ แต่กิจกรรมทั้งหมดนี้จะต้องสมัครสมาชิก (ฟรี) ดังนั้นสำหรับผู้ที่ไม่ถนัดในการเขียนภาษาอังกฤษ ก็สามารถเลือกดูโปรแกรมต่างๆ ก็เข้าเว็บไซต์โดยไม่ต้องสมัครสมาชิกเลยก็ได้

แต่ถ้าต้องการเป็นสมาชิก ก็เพียงกรอกบัญชีอีเมล์ของจีเมล (Gmail) หรือยาฮูเมล์ ก็สามารถเข้าใช้งานได้ รวมถึงบัญชีของ OpenID อื่นๆ ด้วย เพียงแต่ต้องกดยืนยันให้เว็บไซต์ Alternativeto เชื่อมโยงการทำงานเข้ากับบัญชีผู้ใช้นั้นๆ ก่อน



เลือกก่อนว่าจะใช้งานบนเว็บหรือมือถือ?

เว็บไซต์นี้มีการออกแบบโดยมืออาชีพ ที่ทั้งสวยและใช้งานง่าย โดยใต้ของโลโก้จะมีเมนูย่อย คือ Desktop (รวมโปรแกรมสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ) และ Mobile (รวมโปรแกรมสำหรับเครื่องโทรศัพท์มือถือโดยเฉพาะ) และจะแยกสีกันเพื่อให้ผู้ใช้จำได้ โดย Desktop หน้าเว็บจะเป็นสีน้ำเงิน ส่วน Mobile หน้าเว็บจะเป็นสีเขียว

และมองถัดไปจะเห็นว่า ถ้าอยู่ในหน้าจอสีฟ้าที่เป็นส่วนของรวมโปรแกรมสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ จะพบกับเมนูลัดไปยังระบบปฏิบัติการที่คุณใช้อยู่ ได้แก่ รวมทุกระบบปฏิบัติการ ระบบวินโดวส์ แมค ลินุกซ์ และออนไลน์ (หรือเว็บแอปพลิเคชันที่ใช้งานบนเว็บไซต์ที่ต่ออินเทอร์เน็ตและไม่ต้องลง โปรแกรม)



ส่วนหน้าจอสีเขียวที่เป็นส่วนของรวมโปรแกรมสำหรับเครื่องโทรศัพท์มือ ถือ จะพบกับเมนูลัดไปยังระบบปฏิบัติการมือถือที่คุณใช้อยู่ ได้แก่ รวมทุกระบบปฏิบัติการ ไอโฟน วินโดวส์ โมบาย แอนดรอยด์ แบล็กเบอร์รี่ และซิมเบียน S60 ที่มักจะพบในมือถือโนเกียเอ็นซีรีย์ (NSeries)

ค้นหา เพื่อค้นพบสิ่งที่ดีกว่า!

วิธีการง่ายและเร็วที่สุดในการใช้งานเว็บนี้ก็คือ พิมพ์คำค้นหาโปรแกรมที่คุณต้องการลงไป แล้วคุณก็จะได้คำแนะนำเป็นซอฟต์แวร์ทางเลือกให้คุณทันที ตัวอย่าง เราพิมพ์คำว่า "Microsoft Office" ก็จะได้ผลลัพธ์เป็นชื่อโปรแกรมที่มีคำว่า Microsoft และ Office แสดงออกมามากมาย สิ่งที่คุณต้องทำเพียงแค่กดปุ่ม Find alternatives to Microsoft Office Suite ด้านล่างของชื่อซอฟต์แวร์ที่ต้องการ



จากนั้นก็จะมีการแสดงผลซอฟต์แวร์ทางเลือกขึ้นมาอีกมากมายเช่นกัน ซึ่งทั้งหมดจะเรียงลำดับตาม "เรตติ้ง" ที่สมาชิกแต่ละคนมาโหวตเพื่อแสดงความชื่นชอบในแต่ละซอฟต์แวร์ อันไหนที่เรตติ้งดีก็จะอยู่บนสุด เพื่อการันตีและแนะนำให้ผู้ใช้ท่านอื่นลองใช้ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้สำหรับซอฟต์แวร์ทางเลือกของ Microsoft Office 3 อันดับแรกก็คือ Open Office Suit, Google Docs และ NeoOffice



และแต่ละโปรแกรมเราจะสามารถได้ว่าโปรแกรมไหนรองรับกับระบบปฏิบัติการอะไรบ้าง โดยดูจากไอค่อนเล็กๆ ข้างๆ ชื่อโปรแกรม



ศึกษาข้อมูล เลือกให้เหมาะ และใช้ให้เป็น



สมมติว่าคุณคลิกเลือกที่ Jing แล้ว คุณก็จะพบว่ามีกว่า 27 คนที่ชอบซอฟต์แวร์นี้ มีการอธิบายความสามารถของโปรแกรม และส่วนของ Platforms ก็แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมนี้ใช้ได้กับคอมพิวเตอร์ระบบปฏิบัติการไหนบ้าง? ส่วน Tags ก็คือป้ายกำกับที่ใช้ในการติดให้กับโปรแกรมนี้ คราวหลังหากคุณต้องการหาโปรแกรมนี้อีกครั้งสามารถพิมพ์คำว่า Screen-capture หรือ screenshot แทนก็จะเจอโปรแกรมนี้เหมือนกัน และปุ่ม VISIT WEBSITE เพื่อลิงก์ไปยังเว็บไซต์ต้นฉบับเพื่อทำการดาวน์โหลดโปรแกรมที่ต้องการอีกที
เมื่อเลื่อนลงมาด้านล่างอีกนิด คุณจะสังเกตเห็นแถบ (Tabs) ต่างๆ ได้แก่...

Alternative - แสดงรายชื่อโปรแกรมทางเลือกที่เรียงลำดับตามเรตติ้ง

ซึ่งใต้ปุ่มนี้ยังมีอีก 3 เมนูให้เลือก ได้แก่



Sort by likes: เลือกได้ว่าจะให้เรียงลำดับผลการค้นหาตามจำนวนเรตติ้งมากที่สุด ตามจำนวนที่คนเข้าดูมากที่สุด 30 วันที่ผ่านมา ตามคนดูทั้งหมดตั้งแต่เปิดเว็บมา และเลือกดูตามลำดับตัวอักษร

Filter by license - หมายถึงให้เรียงลำดับผลการค้นหาตามการมีลิขสิทธิ์ของซอฟต์แวร์นั้นๆ ซอฟต์แวร์แบบที่ให้ใช้เสรีแต่ใช้ได้จำนวนจำกัด และซอฟต์แวร์แบบที่ให้ใช้เสรีและฟรี

Filter by platform หมายถึงให้เรียงลำดับผลการค้นหาตามระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ที่ใช้ ได้แก่ แมค วินโดวส์ ลินุกซ์ และเว็บแอปพลิเคชัน ต่อมาที่แถบเมนูอื่นๆ ที่เหลือ

Information - ข้อมูลของโปรแกรมนี้ในเชิงลึก พร้อมกราฟวิเคราะห์ความนิยมเลือกใช้โปรแกรมนี้ในแต่ละเดือน

Comment - สำหรับดูว่ามีสมาชิกท่านใดให้ความเห็นอะไรกับโปรแกรมนี้หลังการใช้งานมาแล้วบ้าง

Twitter - เป็นการแสดงข้อความ "ทวีต (Tweets)" ที่คนใช้ทวิตเตอร์พูดถึงโปรแกรมนี้ โดยอัปเดทแบบเรียลไทม์

ถ้าอยากแนะนำของดีให้คนอื่นบ้างล่ะ?



ดังที่ได้กล่าวไปตอนต้นว่าเว็บนี้อยู่ได้เพราะพลังของ "สมาชิกทุกคน" ที่จะเข้ามาร่วมกันทำกิจกรรมกับเว็บ ตามแบบฉบับของแนวคิดจาก "เว็บ 2.0" ที่ให้ผู้ใช้มีอิสระในการเขียนเนื้อหาบนเว็บไซต์ได้ (Users Generated Contents) โดยหลังจากสมัครสมาชิก ทางขวามือของเว็บไซต์ คุณสามารถ...

* แนะนำโปรแกรมฟรีๆ โปรแกรมใหม่ที่ยังไม่เคยมีในระบบ หรือโปรแกรมที่เกี่ยวข้องพอจะเป็นทางเลือกให้กับแต่ละโปรแกรม ทั้งบนมือถือและเว็บไซต์ได้ กดที่ปุ่ม Add ALTERNATIVES TO THIS APPLICATION หรือ SUGGEST THE APPLICATION

* โหวต กดที่ปุ่ม likes ด้านล่างของตัวเลขเรตติ้งของแต่ละโปรแกรม

* แก้ไขเนื้อหา กดที่ปุ่ม EDIT THIS APPLICATION

และเมื่อใดที่คุณทำการแก้ไขเนื้อหาใดๆ ก็จะมีกิจกรรมมาแสดงขึ้นบนเว็บด้วย

เมื่อถึงตอนนี้ คุณก็จะทราบแล้วว่าคลังซอฟต์แวร์ดีๆ และฟรีๆรวมไว้ที่นี่หมดแล้ว เหมาะมากสำหรับบริษัทขนาดกลางและเล็ก ที่เริ่มต้นใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกกฎหมายและไม่มีค่าลิขสิทธิ์ และถ้าคุณต้องการช่วยเหลือผู้พัฒนาเว็บเพื่อเป็นการตอบแทนที่ทำเว็บไซต์ดีๆ แบบนี้มาให้เราใช้ก็สามารถบริจาคเงินผ่านเพย์พาล (PayPal) แบบรายครั้งและรายเดือนได้

ข้อดี

* ใช้งานได้โดยไม่ต้องสมัครสมาชิก
* มีโปรแกรมให้เลือกมากมาย ทั้งใช้งานได้ทั้งบนคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือระบบสมาร์ทโฟน

ข้อเสีย

* สำหรับผู้ใช้ชาวไทยที่เป็นมือใหม่อาจจะเห็นว่าข้อมูลทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ อาจจะไม่สะดวกนัก จึงขอแนะนำให้เลือกใช้โปรแกรมที่มีเรตติ้งสูงๆ ไว้ก่อน เพราะอย่างน้อยได้รับการการันตีจากสมาชิกท่านอื่นแล้วว่าเหมาะสม
* การอัปเดทฐานข้อมูลไม่มีช่วงเวลาที่แน่นอนตายตัว เพราะคนสร้างเนื้อหาคือผู้ใช้ทั่วไป

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับ Alternativeto

เว็บไซต์นี้เป็นโครงการล่าสุดของบริษัท 27kilobyte โดยสองซีอีโอหนุ่มชาวสวีเดนผู้คร่ำหวอดในวงการออกแบบเว็บ ซึ่งคนหนึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้คอมพิวเตอร์ระบบวินโดวส์ อีกคนเป็นแฟนแมค ก่อนหน้านี้พวกเขาได้ปั้นเว็บแฟนคลับเพลงฮิพฮอพชื่อว่า "Whoa" ที่ดังที่สุดในสวีเดนจนสำเร็จมาแล้ว

http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9520000144099